ทรัมป์ขอแรงงานเกาหลีอยู่ต่อ หลังจับล่ามโซ่เหมือน...
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : “ทรัมป์” ขอให้แรงงานเกาหลีที่ถูกไอซ์จับที่โรงงานแบตเตอรี “ฮุนได” ในจอร์เจีย อยู่ทำงานต่อในสหรัฐฯ หลังทราบความจริงว่าแรงงานที่ถูกจับล่ามโซ่ส่วนใหญ่ เป็นวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาด้วยวีซ่า B-1 เพื่อ “เทรน” คนงานอเมริกันก่อนเปิดโรงงาน
ไทมส์ รายงานว่าชาวเกาหลีใต้มากกว่า 300 คนที่ถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ที่โรงงานแบตเตอรี่ฮุนได-แอลจี ในรัฐจอร์เจียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดินทางกลับถึงเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2025 ถือว่าล่าช้ากว่ากำหนดเดิมหนึ่งวัน เพราะ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้พวกเขาอยู่ทำงานต่อไปในสหรัฐฯ”
ไทมส์อ้างสำนักข่าวยอนฮับ ซึ่งเป็นสำนักข่าวหลักของเกาหลีใต้ว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้บอกกับ โช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งเดินทางไปรับแรงงานด้วยตัวเองว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้แรงงานเกาหลีใต้เหล่านี้ อยู่ทำงานต่อ
“ทำให้กระบวนการเดินทางกลับต้องหยุดไว้ก่อน เพื่อฟังท่าทีของแรงงานเกาหลีใต้ ซึ่งล้วนเป็นแรงงานฝีมือ ว่าอยากกลับบ้านหรืออยู่ในสหรัฐฯ เพื่อทำงานและช่วยฝึกคนอเมริกันต่อ” ข่าวระบุ และว่าส่วนใหญ่ของแรงงานที่ถูกควบคุมตัวโดยล่ามโซ่ตรวจแบบนักโทษอาญา ตามวิดีโอที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ “อยู่ในสภาพที่ตกใจและเหนื่อยล้ามาก” จึงตัดสินใจกลับบ้านก่อน และอาจจะเดินทางกลับมาสหรัฐฯ ใหม่ในภายหลัง
มีเพียงแรงงานเกาหลีใต้ 1 คนเท่านั้นที่สมัครใจอยู่ต่อ เพราะมีครอบครัวที่เป็นผู้อาศัยถาวรในอเมริกา
ข่าวให้รายละเอียดว่า ในจำนวนผู้ถูกคุมตัวที่โรงงานของฮุนไดเมื่อวันที่ 4 กันยายนทั้งหมด 475 คนนั้น เป็นแรงงานเกาหลีใต้ 316 คน, จีน 10 คน, ญี่ปุ่น 3 คน และอินโดนีเซีย 1 คน ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์กักกันของไอซ์ในเมืองฟอล์กสตัน รัฐจอร์เจีย ในบ่ายวันพฤหัสฯ เพื่อเดินทางกลับเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ โดยเดินทางถึงกรุงโซลในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน
ข่าวบอกว่าข้อเสนอของทรัมป์ ที่ต้องการให้แรงงานเกาหลีใต้อยู่ต่อนั้น เป็นท่าทีที่แตกต่างจากสัปดาห์ที่ผ่านมาแบบชัดเจน เพราะหลังจากที่ไอซ์บุกจับแรงงานเกาหลี ทรัมป์ได้โพสต์เรียกร้องบริษัทต่างชาติให้เคารพกฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐฯ, ให้เน้นจ้างแรงงานอเมริกันเป็นหลัก และว่าปฏิบัติการกวาดจับแรงงานต่างชาติที่โรงงานฮุนได ในจอร์เจีย คือ “ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยึดคืนอเมริกา (Operation Take Back America) ที่มีขึ้นทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี ข้อมูลปรากฏในเวลาต่อมาว่าแรงงานเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร หรือทำงานด้านบริการหลังการขาย ฯลฯ เข้าประเทศผ่านโครงการ ESTA (Electronic System for Travel Authorization) ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า หรือใช้วีซ่า B-1 (วีซ่าธุรกิจชั่วคราว) เพื่อทำงานด้าน “ติดตั้ง บำรุงรักษา หรือซ่อมแซมอุปกรณ์เชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมที่ซื้อจากบริษัทนอกสหรัฐฯ หรือเพื่อฝึกแรงงานอเมริกันให้ทำงานเหล่านี้”
ทนายความของกลุ่มแรงงานเกาหลีใต้บอกว่า “คนส่วนใหญ่ รวมถึงลูกความของผม ไม่ควรถูกควบคุมตัวเลยตั้งแต่แรก”
ไทมส์ บอกด้วยว่าการบุกจับแรงงานจากเกาหลีใต้ครั้งนี้ ถือว่าได้สร้างรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้รุนแรง ทั้งด้านการทูตและเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึงบทสัมภาษณ์ของ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่าการจับกุมแรงงานเกาหลีแบบไม่เหมาะสมนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต
“บริษัทเกาหลีใต้อาจตั้งคำถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะมาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ และนโยบายวีซ่าที่ไม่ชัดเจนของอเมริกา จะยิ่งทำให้เกิดความลังเลว่าควรจะเข้ามาลงทุนหรือไม่” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าว
ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวกับไทมส์ อีกว่าการบุกจับแรงงานทั้งผิดและถูกกฎหมายของทรัมป์ กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจต่างชาติ และการบุกกวาดจับที่โรงงานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างของฮุนได ซึ่งเมื่อสำเร็จจะสร้างงานให้กับคนอเมริกันในพื้นที่ “หลายพันตำแหน่ง” ต้องล่าช้าออกไป.
อย่างไรก็ดี ไทมส์ อ้างคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ว่า เขาและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะตั้ง “คณะทำงาน” เพื่อปรับปรุงระบบวีซ่าสำหรับธุรกิจและแรงงานจากเกาหลีใต้ให้ดีขึ้น รวมถึงการสร้างประเภทวีซ่าขึ้นมาใหม่ สำหรับแรงงานเทคนิค/ผู้ที่มีทักษะพิเศษ จากเกาหลีใต้โดยเฉพาะด้วย.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส