พระสุธรรม ฐิตธัมโม รูปนี้ ท่านบวชที่วัดสวนโมกข์ หลังจากนั้นก็บินมาประจำอยู่ที่วัดพุทธธรรม มลรัฐชิคาโก้ ตามแผน “ธุดงค์รณรงค์สันติภาพรอบโลก” ที่ได้ตั้งใจมั่นเอาไว้ โดยขณะนี้พำนักอยู่ที่วัดไทย นอร์ธ ฮอลลีวูด และกำลังจะออกเดินธุดงค์ในวันเสาร์ที่ 2 มีนาฯ นี้ จากริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เมือง ซานตา มอนิก้า แคลิฟอร์นีย ไปสิ้นสุดที่มหาสมุทรแอตแลนติค ณ จุดที่ตั้งของ “เทพีสันติภาพ” ยืนตระหง่านอยู่ที่ นิวยอร์ค
แผนการเดิน “ธุดงค์รณรงค์สันติภาพรอบโลก” ทั้งหมดของท่านมีทั้งหมดสามช่วง แบ่งเป็น ช่วงแรก ท่านเริ่มเดินจากวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ไปยังประเทศเวียดนาม ผ่านนครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร, สะหวันนะเขต, เว้ดานัง สิ้นสุดที่มหาสมุทรแปซิฟิค รวมระยะทาง 1,100 กิโลเมตร
การเดินธุดงธ์ฯ ช่วงแรกนั้นได้ผ่านไปแล้ว ขณะนี้ท่านเดินทางโดยเครื่องบินมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มเดินธุดงค์ช่วงที่ 2 จากริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค ขึ้นไปยังนิวยอร์ค รวมระยะทาง 5,000 กิโลเมตร หลังจากนั้นท่านจะกลับไปจำพรรษาที่วัดพุทธธรรม ชิคาโก้ ที่ท่านประจำอยู่ เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นเดินธุดงค์ช่วงสุดท้าย จากประเทศไทยไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระยะทางประมาณ 13,000 กิโลเมตร
เวลาในการเดิน “ธุดงค์รณรงค์สันติภาพโลก” ทั้งหมด 3 ช่วงของท่านพระสุธรรม ฐิตธัมโม นั้น กำหนดไว้ 2 ปีกว่า ผู้สนใจตามข่าวการเดินธุดงค์ของท่าน สามารถเข้าเฟสบุ๊คได้ที่ Sutham Nateetong และญาติโยมท่านใดต้องการปวรณาตัวเป็นโยมอุปปัฎฐาก ดูแลเรื่องภัตตาหาร ที่พัก ตามเมืองต่างๆ ยามที่ พระสุธรรม ฐิตธัมโม ธุดงค์ผ่าน โทรแสดงมุทิตาจิตได้ที่ 747-244-5638
ก่อนที่ พระสุธรรม ฐิตธัมโม จะมาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้น ท่านคือ นายสุธรรม นทีทอง หนึ่งในแกนนำของ กปปส. ที่บรรดาผู้สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองจะต้องรู้จักกันดี เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเคยเป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน โดยท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์พร้อมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ แกนนำ กปปส. อีกหลายคน ซึ่งเวลานี้ทุกคนสึกออกไปเล่นการเมืองกันหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่ท่านที่ยังคงครองผ้าเหลืองไว้อย่างดูทีท่าว่าจะไม่ยอมละมาเป็นฆราวาสเสียง่ายๆ
“...เราก็มานึกดูว่า เอ๊...เราทุ่มเทเปล่าดายหรือเปล่า เสียเวลาไปเกือบทั้งชีวิต เกือบสามสิบปี แต่พอเรามาอยู่ตรงนี้ เรามีความรู้สึกว่าเราทำประโยชน์ได้เยอะ เราสอนคนได้แบบหลายร้อยหลายพันคน ได้สอนคนทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง และโดยเฉพาะเราได้ออกไปในถิ่นทุรกันดาร ในถิ่นที่ยังไม่เคยมีพระภิกษุสงฆ์ไปเนี่ย เรามีความรู้สึกว่าเออ...เราได้ทำประโยชน์นอกเหนือจากพระรูปอื่นที่ทำประโยชน์อย่างอื่น เราก็ได้ทำในสิ่งที่แตกต่างออกมา ก็คุ้มค่าที่เรามาอยู่ที่นี่ไม่กี่ปีแต่เราก็ได้ทำงานได้เต็มที่
...ตอนเดินธุดงค์ผ่านไปที่โคราช ก็เจอพี่ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กับอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเคยเป็นส.ส. และปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่โคราช ทั้งสองท่านทำ กปปส.มาด้วยกัน ก็มาหารือว่าเขาก็มาชวนกลับให้ไปเป็นส.ส.ทำงานการเมืองเหมือนเดิม...ก็บอกว่า พวกพี่ๆ ก็เคลื่อนไหวทางการเมือง หวังจะเปลี่ยนแปลงประเทศมากันแทบค่อนชีวิตแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเหมือนกันใช่มั้ย
...เราเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวทางศีลธรรมกันดีมั้ย มันอาจจะได้ผลช้าแต่มันเป็นสิ่งที่ค่อยๆ ได้ผลไป อาจารย์ชัยวัฒน์ก็เห็นด้วย ตอนนี้ก็จะมาเตรียมการจัดการประชุมสมัชชาสงฆ์ทั่วโลก จัดการประชุมระหว่างศาสนาต่างๆ รณรงค์เรื่องสันติภาพกัน ซึ่งก็กำลังเลือกสถานที่กัน และก็อาจจะเป็นปีหน้า อาจารย์ชัยวัฒน์บอกว่าอาจจะต้องใช้งบฯจำนวนมาก เพราะต้องเชิญตัวแทนศาสนาต่างๆ มาประชุม ก็ดีกว่า...เมื่อก่อนหาเงินมาก็นำไปใช้ในงานการเมือง แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่ทุกวันนี้พอหาเงินมาแล้วมาจัดประชุมยังได้เห็นสันติภาพ ยังได้เห็นลู่ทางในการทำงาน ในการเผยแผ่พระศาสนา...”
ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งเริ่มขึ้นใหม่ เปรียบเสมือนเสียงปี่เสียงกลองก็ดังขึ้นอีก คำถามที่ใครๆ ก็อยากรู้คำตอบก็คือ...ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ยังสงบดีหรือไม่?
“...ยังสงบดี (หัวเราะ) สงบดี แล้วก็มีความรู้สึกเบื่อนะ เราจะไม่ดูข่าวทีวี ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ แต่ว่าเพื่อนๆ ก็ส่งไลน์มาให้อ่านบ้างว่ามีความเคลื่อนไหวตรงนั้นตรงนี้ พออ่านแล้วก็รู้สึกเบื่อ ยิ่งเห็นเขาทะเลาะกันนะ เขากล่าวหาว่าไอ้คนนั้นไม่ดีอย่างนี้ ไอ้คนนี้ไม่ดีอย่างนั้น พรรคนั้นเสนอเรื่องนี้ไม่ได้เรื่อง พรรคนี้เสนอเรื่องนั้นก็ไม่เข้าท่า แต่เขาไม่ได้พูดว่าตัวเองน่ะดีอย่างไร จะทำอะไร หรือไม่เขาจะพูดว่าเขาจะเอาเงินไปใช้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาไม่เคยพูดเลยว่าเขาจะหาเงินมาจากไหน อะไรอย่างนี้ คือสรุปแล้วเขาเลือกพูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเอง ไม่ได้พูดในเชิงสร้างสรรค์ว่าจะนำพาประเทศไปทางไหนกันเลย ซึ่งมันน่าเสียดาย...”
เมื่อพระสุธรรมท่าน “เป็นอิสระจากอดีต” และลิขิตชีวิตตัวเองมาเป็นศิษย์พระตถาคตแล้ว ก็มองโลกเป็นสุข มองทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) และวางลงปลงได้อย่างง่ายงาม ไม่กลับเข้าวงการเมืองอีก
“...ก็อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านพูดว่า...ตราบใดที่การเมืองยังไร้ศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระบบเผด็จการ หรือการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดว่าก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้ มีแต่จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนไปสู่หายนะและสู่ความวิบัติทั้งนั้น เพราะงั้นเราถึงต้องมาแก้กันเรื่องศีลธรรม...
...ในยุโรป ในอเมริกา ในหลายๆ ประเทศที่เจริญ เราไปดูรากฐานทางศีลธรรมสิ ประชาชนเขามีศีลธรรม เขาเคารพกฎหมายบ้านเมือง เขาเคารพผลประโยชน์ส่วนรวม เขามีวินัย บ้านเราต้องมารณรงค์เรื่องศีลธรรม ถ้าเราปลูกฝังให้ประชาชนมีศีลธรรมก็จะทำให้ประเทศเจริญได้ จะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ก้าวไป ดีกว่าที่จะมาสร้างความกระโตกฮือฮา และสุดท้ายฟองสบู่ก็แตกไป ก็บาดเจ็บ ล้มตาย เสียหายกันไปถ้วนหน้า
...คือถ้าจะถามว่าตอนเราอยู่ในการเมือง เราทุกข์มั้ย เดือดร้อนมั้ย เราก็ไม่ถึงกับทุกข์และเดือดร้อนนะ เพราะการเป็นนักการเมืองเนี่ยก็มีโอกาสดีกว่าชาวบ้านมากมาย ถึงแม้ไม่ได้โกง ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล แต่เฉพาะค่าตอบแทนที่ให้ก็มากพออยู่แล้วที่จะดำรงชีวิตดีกว่าชาวบ้าน...อยากไปไหนก็ได้ไป อยากไปประเทศไหนก็ได้ไป อยากจะได้อะไรก็ได้ แล้วยังไม่พออีกเหรอ
...เพราะงั้นช่วงชีวิตกับเราเนี่ยไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้ทุกข์ แต่พอมาอยู่ปัจจุบันเนี่ยนะ หลวงพ่อพุทธทาสท่านบอกว่า...ไอ้คนที่ไม่มีอะไรเลย นั่นแหละคือคนที่มีความสุขที่สุด เพราะไม่มีอะไรให้แบก เพราะงั้นเราก็ไม่ต้องห่วงว่าตำแหน่งใครอะไรเขาจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ เขาจะยุบเมื่อไหร่ เราไม่ต้องไปห่วงทรัพย์สมบัติที่มีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปหาเพิ่ม เราไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราวางได้ทุกอย่าง และหลวงพ่อพุทธทาสก็บอกว่า คนที่ไม่มีความกังวลอะไรเลย นั่นแหละคือคนที่มีความสุขที่สุด...เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องมีความกังวลอะไรเลย เรามีชีวิตที่มีความสุขด้วยความสงบ สุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มีนะ...
...เรื่องการเดินธุดงค์นี้ อาตมาเดินเฉลี่ยวันละห้าสิบกิโล ถ้าเดินในไทยต้องเริ่มตั้งแต่ตี 3 เพราะว่ากลางวันร้อนมาก ต้องเดินตากแดด ซึ่งแดดในเมืองไทยเริ่มร้อนตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็นน่ะ เพราะงั้นต้องเดินหลบแดดตั้งแต่ตี 3 ถึง 8 โมงเช้า ก็เดินได้ยี่สิบกว่ากิโลแล้วนะ พอฉันเสร็จก็เดินเถลไถลอีกซักสามสิบโล เดินในไทย พม่า ลาว เมื่อชาวบ้านเห็นไปปักกลดก็นำอาหารเพลมาถวาย...”
ถึงแม้ พระสุธรรม ฐิตธัมโม จะมีวีซ่าท่องเที่ยว และแจ้งเจ้าหน้าที่เขาว่าจะท่องเที่ยวโดยการเดิน แตกต่างจากรูปแบบอื่นที่เคยนั่งรถ เครื่องบิน รถไฟ ที่ท่านเคยทำมาหมดแล้วในอเมริกา ท่านว่าเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่า ถึงแม้เป็นคนเอเชียก็สามารถที่จะเดินข้ามประเทศได้ ไม่ใช่มีเฉพาะคนฝรั่งตัวใหญ่ๆ เท่านั้น
สำหรับญาติโยมที่เป็นห่วงว่า ระหว่างการเดินธุดงค์จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยเฉพาะช่วงตอนแห่งการดำเนินข้ามขุนเขา และเข้าเขตป่าอุทยาน ผ่านทะเลทราย ผนวกอากาศหนาวเย็นแล้ว อันตรายจากบุคคลแปลกหน้าก็อาจมีตามรายทางยามท่านต้องปักกลดพำนัก เรื่องนี้ท่านว่ากำลังจะไปหารือกับ ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า เพื่อขอให้ท่านทำจดหมายภาษาอังกฤษ เตรียมไว้เผื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อขอความคุ้มครองในระหว่างการเดินทางแล้ว
“...คือธุดงควัตร 13 ข้อนี่ มีอยู่ข้อหนึ่ง ก็คือจะต้องตระเวนเดินเผยแผ่ไปเรื่อย จะไม่ซ้ำที่นะ แม้ต้องปักกลดตามข้างถนน ช่วงแรกจะมี “พี่วิลลี่” (วิลลี่ วัฒนวงศ์คีรี) กับ “โยมนุค” (สถิรวัจน์ เศาภายน) คอยช่วยประสานงานให้ ส่วน “พี่วิลลี่” จะดูแลในช่วงแคลิฟอร์เนียไปจนถึงบาร์สโตว์ แล้ว “โยมนุค” เจ้าของร้านบ้านไทย ในลาส เวกัส จะมารับผิดชอบต่อ ซึ่งเขาปวรณาว่าเขาจะดูแลยี่สิบวันเลย ซึ่งก็คงจะเดินพ้นเขตเนวาด้า เพราะว่าช่วงที่เดินจากบาร์สโตว์ ไป ลาส เวกัส เนี่ย มันร้อยหกสิบไมล์ ซึ่งก็ตั้งเป้าว่าจะเดินให้เสร็จภายในสี่หรือห้าวัน เพราะว่าถ้ามีคนดูแลเรื่องที่พักเนี่ยก็จะเดินง่าย แต่ถ้าจะต้องมาคอยกังวลว่าจะต้องฉันตรงไหน ที่พักยังไง ก็จะทำให้มีภาระเพิ่มขึ้นและการเดินจะมีประสิทธิภาพน้อยลง...
พ้นจากเนวด้า พระสุธรรมก็จะเดินธุดงค์เข้ายูท่าห์ โคโลราโด้ เนบราสก้า ไอโอว่า อิลินอยส์ อินเดียน่า โอไฮโอ้ เพ็นซิลเวเนีย และนิวยอร์ค
“….เดี๋ยววันอาทิตย์นี้ (3 มีนาคม) ก็จะคุยกับดร.จรรยาด้วยว่าวัดที่ยูทาห์นี้จะมีญาติโยมใครบ้างที่จะสละเวลามาช่วยต่อไป เพราะว่าจะมีช่วงที่ขึ้นเขา ช่วงนั้นก็จะเดินยากหน่อย และหาที่พักยากเหมือนกัน และอีกอย่างอยู่ในเขตอุทยาน แต่ว่าจะดีกว่าเดินทางใต้คือทางสาย 66 ตามแผนเดิมเนี่ย จะต้องเดินผ่านทะเลทรายยาวกว่าและไม่ค่อยมีบ้านคน ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีน้ำ ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน...
ก็ตัดสินใจว่าจะขึ้นเขา ก็ยอมลำบากทีเดียว พอขึ้นถึงยูทาห์ แล้วก็ขึ้นต่ออีกนิดไปนอร์ธ โคโลราโด้ หลังจากนั้นก็จะเดินพื้นราบยาวเลย คือแถวยูทาห์ นอร์ธ โคโลราโด้ เนี่ยต้องขึ้นเขาสูงด้วยหนาวด้วย วันนี้ที่ยูทาห์อากาศลบห้า (26 กุมภาฯ) คิดว่าผ่านไปอีกสักยี่สิบวันก็คงจะดีขึ้น หายติดลบแล้ว ถ้าอากาศสักประมาณสองสามองศาคิดว่าเดินไหว
...แต่บวกกับที่เดินบนภูเขามันก็จะหนาวเพิ่มขึ้น...แทนที่อาจจะเดินวันละห้าสิบกิโล หรือสามสิบไมล์ ก็อาจจะเหลือสักยี่สิบไมล์ แล้วก็เหลือสักประมาณสี่สิบกิโล ก็ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าทางมันจำเป็น ก็มีบ้างที่เดินสั้นนะ ไม่ใช่เดินยาวตลอด แล้วถ้าพอช่วงที่อยู่ตัว ช่วงที่ไปชิคาโก้ ก็มีญาติโยมดูแล แล้วก็เป็นช่วงพื้นราบ ก็อาจจะเดินราบสักหกสิบกิโล...”
ระหว่างที่พระสุธรรมเดินธุดงค์นั้น ก็มีการสอนธรรมะให้กับผู้สนใจไปด้วย
“...สอนง่ายๆ นะ คือเราจะเน้นในเรื่องของการสอนพุทธแท้ๆ คือเหมือนกับที่เราสอนฝรั่ง ฝรั่งเขาจะสนใจพุทธแท้ๆ เขาจะไม่เอาเรื่องอภินิหาร ไม่เอาเรื่องแปลกประหลาดที่เป็นพุทธปนพราห์ม เพราะเขาเริ่มต้นศึกษาจากองค์ความรู้ที่ว่าพุทธเป็นยังไง พราห์มเป็นยังไง คือแนวพระอาจารย์พุทธทาสท่านจะสอนพุทธแท้ไม่เอาพราห์มมาปนนะ หลักใหญ่ก็คือให้ยึดหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นหลักสูงสุดของพุทธศาสนา แล้วพอสรุปให้สั้นที่สุดก็คือ ความไม่มีตัวตน...
เมื่อเราไม่มีตัวตนให้ยึดติด ไม่มีตัวตนให้เป็นเจ้าของ ไม่มีตัวตนให้มาหวงแหนแล้ว ความทุกข์ก็ไม่มี จริงๆ ก็ง่ายแค่นี้เอง พระพุทธสอนแค่ให้พ้นทุกข์ จะให้พ้นทุกข์ทำยังไง ก็ให้วางไว้ จะให้พ้นทุกข์ตลอดไป ไปสู่นิพพาน คือความว่าง ก็วางตลอดไป ไม่มีความทะยานอยากอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอารมณ์ขึ้นลงใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างก็จะราบเรียบเสมอไป ก็เป็นหลักการสอนสั้นๆ แค่นี้แหละ คือให้ทุกคนพ้นทุกข์ คือถ้าทุกคนบนโลกนี้ไม่มีความทุกข์แล้วโลกมันจะน่าอยู่เองแหละ ไม่ต้องไปหวังพึ่งอภินิหาร ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว ไม่ต้อง...ปฏิบัติได้ด้วยตนเองง่ายๆ...”
สำหรับ “คอนเส็ปท์” ของการเดิน “ธุดงค์รณรงค์สันติภาพรอบโลก” นั้น ท่านสุธรรมทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อ “ปลุกตื่น” ชาวโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่าสัมพันธภาพที่มีค่าควรเริ่มที่ “ความเมตตา”
“...คือเราจะเดินให้เห็นว่า ในท่ามกลางที่โลกกำลังมีปัญหาเรื่องความรุนแรง การก่อการร้าย การฆ่ากัน การวางระเบิดกัน แต่พุทธศาสนาเนี่ยเรามีแต่ว่าจะมีสันติ มีความรัก มีความเมตตา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น ท่านทรงสอนว่าให้มีเมตตาไม่มีสิ้นสุดและไม่มีประมาณ ท่านบอกว่าแม้แต่ศัตรูกำลังเฉือนเนื้อเราอยู่เนี่ยก็ให้เจริญเมตตาให้เขาไป เผื่อว่าเขามีดวงตาเห็นธรรมแล้วก็หยุดการกระทำกับเราเสีย คือมันต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด แต่ทุกวันนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสอนแล้วยังไปสร้างความแตกแยกภายในชาติ ไปสร้างความแตกแยกกันระหว่างศาสนา ระหว่างชุมชนในขนบท...
ที่อยากจะฝากบอกญาติโยมก็คือ การมีส่วนร่วมในบุญ...ครั้งหนึ่งได้มีการปิดเมืองเพื่อที่จะถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า ทั้งพระราชาและเศรษฐีในเมืองต่างก็ทำบุญถวายหมด ก็มีชาวนาจนๆ คนหนึ่งก็มานั่งกลุ้มใจว่าตัวเองนั้นที่นาก็เช่าเขา ทรัพย์สิน เงินทอง หรือเฉพาะกินแต่ละมื้อก็แทบจะไม่พอ ก็มานั่งกลุ้มใจ พอพระพุทธเจ้าทรงทราบก็ไปโปรด
...ท่านถามว่า เธอมีแรงมั้ย ชาวนาก็บอกว่ามีพระเจ้าค่ะ, เธอมีจิตใจที่ดีงามมั้ย...มีพระเจ้าค่ะ, เธอมีรอยยิ้มมั้ย...มีพระเจ้าค่ะ, ถ้าเธอมีแรงก็ออกแรง ก็มีส่วนร่วมในบุญ ถ้าเธอมีจิตใจที่ดีก็ให้กำลังใจเขาและโมทนาในบุญที่คนอื่นได้ทำเธอก็มีบุญ ถ้าเธอมีรอยยิ้มแล้วยิ้มให้กำลังใจเขาเธอก็มีส่วนร่วมในบุญ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากบอกว่า ถ้าญาติโยมไม่มีเวลามาดูแลพระ ไม่มีเวลามาถวายภัตตาหาร ไม่มีเวลาที่จะมาถวายน้ำปานะ ไม่มีเวลาที่จะมาดูแลเรื่องที่พักให้พระ แค่บอกข่าวส่งไป ก็มีส่วนร่วมในบุญแล้ว
... เขาเรียกว่าเป็นการ “แชร์ธรรมะ” เป็นการให้ธรรมะย่อมชนะการให้ทั้งปวง แม้กระทั่งว่าไม่มีเวลาแม้แต่จะบอกกล่าวคนอื่น ก็แค่โมทนาบุญ ทำจิตใจให้เห็นด้วยกับบุญที่พระได้ทำ ก็เป็นการได้บุญแล้ว เพราะงั้นก็อยากให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในบุญที่อาตมาได้สร้างในครั้งนี้ ก็ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในการบำเพ็ญบุญครั้งนี้ให้สำเร็จให้จงได้ ก็อยากให้ทุกคนได้มส่วนร่วมในบุญตรงนี้...”
ช่วยกันบอกต่อ...บุญรออยู่.