ทุกเดือนตุลาคม โครงการช่วยเหลือค่าอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลกลาง ซึ่งรู้จักในชื่อ SNAP : Supplemental Nutrition Assistance Program จะมีการปรับเงินช่วยเหลือรายเดือนขึ้นตามค่าครองชีพ (Cost-of-Living Adjustment) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ปีนี้ แม้ค่าครองชีพจะสูงขึ้นมาก แต่การปรับขึ้นกลับน้อยมาก
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นผลจากกฎหมายงบประมาณชื่อว่า One Big Beautiful Bill Act of 2025 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและลงนามโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการตัดงบประมาณที่เป็นสวัสดิการของประชาชนลงมหาศาล รวมถึงงบประมาณสำหรับโครงการ SNAP ด้วย
โดยผู้รับสวัสดิการ (ซึ่งเคยเรียกว่า ฟู้ดแสตมป์) ในปีนี้ จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 6 ดอลลาร์ หรือไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าราคาอาหารจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
โดยสรุปแล้ว ยอดเงินที่ครอบครัวได้รับจาก SNAP หลังจาก 1 ตุลาคม ปีนี้ อยู่ที่
1 คน 298 ดอลลาร์ (จาก 292 ดอลลาร์),
2 คน 546 ดอลลาร์ (จากเดิม 536 ดอลลาร์),
3 คน 785 ดอลลาร์ (จากเดิม 768 ดอลลาร์),
4 คน 994 ดอลลาร์ (จากเดิม 975 ดอลลาร์),
5 คน 1,183 ดอลลาร์ (จากเดิม 1,158 ดอลลาร์),
6 คน 1,421 ดอลลาร์ (จากเดิม 1,390 ดอลลาร์),
7 คน 1,571 ดอลลาร์ (จากเดิม 1,536 ดอลลาร์),
8 คน 1,789 ดอลลาร์ (จากเดิม 1,756 ดอลลาร์)
นอกจากนี้ ยอดเงินสวัสดิการในรัฐที่ค่าครองชีพสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วประเทศ เช่น ฮาวาย, อลาสกา, หมู่เกาะเวอร์จิน และกวม ซึ่งเคยได้รับการปรับขึ้นสูงกว่ารัฐอื่นๆ นั้น ในปีนี้ รัฐและดินแดนเหล่านี้ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ เลย
นอกจากการลดงบประมาณสำหรับโครงการ SNAP แล้ว กฎหมายของทรัมป์ยังเพิ่มเงื่อนไขในการขอรับสวัสดิการให้มากขึ้น และผลักภาระให้แต่ละรัฐ มีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการมากขึ้น อีกทั้งตัดสิทธิของ “บางกลุ่ม” ที่เคยได้รับสวัสดิการนี้ เช่นผู้ลี้ภัยและเหยื่อการค้ามนุษย์ ฯลฯ
ทั้งนี้ ผู้สามารถขอรับสวัสดิการ SNAP นั้น โดยทั่วไปจะต้องมีรายได้น้อยกว่าเดือนละ 1,696 ดอลลาร์ (คนเดียว) หรือ 3,483 ดอลลาร์ (ครอบครัว 4 คน) โดยอาจพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่นสถานะการทำงาน อายุ ภาวะทุพพลภาพ ฯลฯ.