รอยเตอร์รายงานข่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2025 ว่า วันดังกล่าว เป็นวันที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยสร้างสถิติใหม่ที่กว่า 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ข่าวให้เหตุผลว่า เป็นเพราะนักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง หรือเฟด
ราคากลางของทองคำในตลาดโลก (Spot gold) ปรับขึ้น 2.6% อยู่ที่ 4,316.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 16:07 น. ET (13.07 เวลาแคลิฟอร์เนีย) ลบสถิติ 4,318.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนหน้านี้
ส่วนสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ (U.S. gold futures) เดือนธันวาคม ปรับขึ้น 2.5% ปิดที่ 4,304.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทำสถิติสูงสุดที่ 4,335 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ราคาทองคำ ซึ่งปรับตัวขึ้นมากกว่า 60% ในปีนี้ ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ ความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยของเฟด การซื้อทองคำของธนาคารกลาง การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (de-dollarisation) และการไหลเข้าสู่ ETF (Exchange-Traded Fund) อย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า “แนวโน้มราคาทองคำจะอิงอยู่กับเรื่องลดดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2026 และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หากไม่มีข้อตกลง หรือความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ดีขึ้น อาจทำให้ทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์”
ส่วนความน่าจะเป็นที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม และอีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งสูงถึง 98 และ 95 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับนั้น ก็มีผลให้นักลงทุนหันไปซื้อทองเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจไม่ออกตามตาราง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเตือนว่า อาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายถึง 15 พันล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์
นอกจากทองคำแล้ว ราคาของสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ ก็ปรับขึ้นอย่างมากเช่นกัน รวมถึงเงิน (Spot silver) ปรับขึ้น 1.8% อยู่ที่ 54.04 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทำสถิติสูงสุดที่ 54.15 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนหน้านี้, ราคาพลาทินัม (Platinum) ปรับขึ้น 3.2% อยู่ที่ 1,706.65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และพัลลาเดียม (Palladium) พุ่ง 4.6% อยู่ที่ 1,606.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์.