นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ถึงกระแสบนโซเชียลมีเดีย ที่กำลังยกให้ Trader Joe’s เชนโกรเซอรี่ชื่อดังของอเมริกา ว่ากำลังเป็น Sephora แห่งใหม่
ข่าวบอกว่ากระแสดังกล่าวเริ่มต้นในนิวยอร์ก โดย “ผู้บริโภคสายประหยัด” กลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล แห่แชร์ประสบการณ์การใช้สกินแคร์และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของ Trader Joe’s ซึ่งมีราคาไม่กี่ดอลลาร์ ว่ามีคุณภาพเทียบแบรนด์หรูที่วางขายใน Sephora และร้านเครื่องสำอางแบรนด์เนมอื่นๆ ได้แบบสบายๆ
สินค้าเครื่องสำอางของ Trader Joe’s ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ได้แก่
– Vanilla Lip Mask ราคา 5.99 ดอลลาร์ ถูกเปรียบเทียบกับลิปมาสก์ของ Laneige ราคา 24 ดอลลาร์
– Ultra Moisturizing Hand Cream ราคา 4.99 ดอลลาร์ เทียบกับแฮนด์ครีมของ L’Occitane ราคา 34 ดอลลาร์
– Leave-in Conditioner และ Hair Oil ราคา 5.99 ดอลลาร์ ถูกมองว่าใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จาก Ouai และ Olaplex ที่มีราคาสูงกว่า 30 ดอลลาร์
– Marula Facial Oil ราคา 6.99 ดอลลาร์ ถูกเทียบกับน้ำมันบำรุงผิวหน้าของ Drunk Elephant ราคา 72 ดอลลาร์
– Eye Cream super-hydrating ราคา 5.99 ดอลลาร์ เทียบกับอายครีมของ Kiehl’s ราคากว่า 40 ดอลลาร์
– Hyaluronic Serum ราคา 8.99 ดอลลาร์ ถูกนำไปเปรียบกับไซรัมบำรุงผิว The Ordinary ราคา 17.50 ดอลลาร์
ผู้ใช้จำนวนมากระบุว่าผลิตภัณฑ์ของ Trader Joe’s มีผลลัพธ์แทบไม่ต่างจากสินค้าแบรนด์เนม แต่เงินในกระเป๋าเหลือมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนมีคำถามจากหลายๆ คนว่า “จำเป็นต้องเข้าร้านเครื่องสำอางแพงๆ อีกหรือไม่ ในเมื่อสินค้าที่ซื้อในร้านของชำก็ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน”
กระแสดังกล่าว ถือว่าช่วยหนุนชื่อเสียงและความนิยมของ Trader Joe’s ได้อีกระดับ หลังจากผู้บริโภคทั่วประเทศเพิ่งโหวตให้เชนซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ เป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผู้บริโภคพึงพอใจสูงสุดของสหรัฐฯ” จากผลสำรวจ American Customer Satisfaction Index เมื่อเดือนที่ผ่านมา
Trader Joe’s ก่อตั้งขึ้นที่เมืองมอนโรเวีย รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1967 ปัจจุบันมีมากกว่า 600 สาขาใน 43 รัฐ จุดแข็งของร้านคือราคาย่อมเยา พนักงานเป็นกันเอง และแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าอาหาร และเครื่องใช้ในครัวเรือน แต่ขยายไปสู่กลุ่มบิวตี้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แพทย์ผิวหนังอย่าง นพ.เบรนแดน แคมป์ จากนิวยอร์ก เตือนว่า แม้ผลิตภัณฑ์ของ Trader Joe’s หลายรายการจะมีส่วนผสมหลักคล้ายกับแบรนด์หรู เช่น ไฮยาลูโรนิก แอซิด ไนอะซินาไมด์ หรือเซราไมด์ แต่ “ความเหมือนของส่วนผสมบนฉลาก ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลลัพธ์เท่ากันเสมอไป”
“ผลิตภัณฑ์ราคาประหยัดมักเหมาะกับการดูแลขั้นพื้นฐาน เช่นเพิ่มความชุ่มชื้นหรือการบำรุงทั่วไป ขณะที่แบรนด์ระดับพรีเมียมมักใช้สูตรเข้มข้นและเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะทาง เช่น สิว ผิวแพ้ง่าย ริ้วรอย หรือจุดด่างดำ” นพ.เบรนแดน แคมป์ กล่าว และเสริมว่าผลิตภัณฑ์ราคาถูกบางชนิดอาจมีน้ำหอมหรือสารกันเสียที่ระคายเคืองผิว จึงควรทดสอบก่อนใช้จริง
ขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดบางรายให้ความเห็นว่า กระแสนิยมเครื่องสำอางราคาประหยัดในซูเปอร์มาร์เก็ต อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจปัจจุบัน กดดันให้พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ยอมรับสินค้าราคาประหยัด หรือสินค้าไม่มีแบรนด์ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต.