ข่าวคนไทยในอเมริกา
ชี้ ไทยกระทบแรงสุด จากสงครามในตะวันออกกลาง

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันของโลก

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 ซีเอ็นบีซีรายงานโดยอ้างข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน “เคพลเลอร์” ว่าประเทศเอเชียที่อาจเผชิญผลกระทบหนักที่สุดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศโอมานกับอิหร่าน 

ช่องแคบดังกล่าว ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก คือประมาณวันละ 13 ล้านบาร์เรลในปี 2025 

รายงานระบุว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศกาตาร์ ซึ่งได้ประกาศระงับการผลิตเป็นการชั่วคราว หลังถูกโดรนของอิหร่านโจมตีโรงงานในเมืองอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน และเมไซอีด

ในส่วนผลกระทบกับไทยนั้น เอ็นบีซีอ้างผลการวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (Nomura Holdings) ว่า ไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางต่อภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูงมากที่สุด เนื่องจากมูลค่านำเข้าน้ำมันสุทธิของไทยคิดเป็น 4.7 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค

โนมูระระบุว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เปอร์เซ็นต์ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจแย่ลงประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ สถานการณ์นี้ถือว่าน่ากังวล เพราะตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (ราคาน้ำมันดิบมาตรฐานของตลาดโลก) ได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม มีการซื้อขายอยู่ที่ ประมาณ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียจะได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกัน โดยโนมูระระบุว่า อินเดีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความเปราะบาง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียใต้ มีแนวโน้มเผชิญแรงกระแทกด้านก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างรวดเร็วที่สุด โดยกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของปากีสถาน และ 72 เปอร์เซ็นต์ของบังกลาเทศ ขณะที่อินเดียจะได้รับผลกระทบสองด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และราคาก๊าซธรรมชาติเหลวที่พุ่งขึ้น

รายงานยังระบุว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงมาก โดยคิดเป็นประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์และ 70 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ และมีสำรองก๊าซธรรมชาติเหลวเพียงพอสำหรับใช้งานเพียง 2 ถึง 4 สัปดาห์เท่านั้น

ส่วนประเทศจีนถูกประเมินว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในระยะสั้น โดยโนมูระคาดว่า น้ำมันนำเข้าของจีนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จีนมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวสำรองมากกว่า 7.6 ล้านตัน ซึ่งช่วยเป็นกันชนชั่วคราวได้

ผลการวิเคราะห์ของโนมูระ ระบุว่ามาเลเซียเป็นประเทศเดียวที่อาจได้ประโยชน์จากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ดังนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทั่วภูมิภาค อาจส่งผลดีต่อรายได้ของรัฐบาล.




 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :

Detail :




ฉบับที่
641
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข