คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งดาวน์แบบสร้างประวัติศาสตร์
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในสมัยที่สอง และใกล้เคียงสถิติประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อ 80 ปีก่อน ขณะที่นักรัฐศาสตร์ชี้ว่าประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมต่ำมักทำให้พรรคของตนสูญเสียที่นั่งในสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางเทอม
นิตยสารไทม์ รายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ถึงผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) พบว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม นับเป็นระดับต่ำที่สุดของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง และต่ำที่สุดในบรรดาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในรอบหลายทศวรรษ
รายงานระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคะแนนนิยมต่ำใกล้เคียงกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม คือแฮร์รี ทรูแมน ในปี 1946 หรือเมื่อ 80 ปีก่อน จากวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ปีเตอร์ เอนส์ ศาสตราจารย์ด้านการปกครองจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า คะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
สาเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจ โดยผลสำรวจของเอพี-เอ็นโออาร์ซี ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคม พบว่าชาวอเมริกันเพียง 26 เปอร์เซ็นต์เห็นชอบกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ส่วนการแก้ปัญหาค่าครองชีพได้รับความเห็นชอบเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับสงครามในอิหร่านมีผู้เห็นชอบ 28 เปอร์เซ็นต์
เอนส์กล่าวว่า ทรัมป์กำลังผลักดันนโยบายหลายเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่าทรัมป์หุนหันตัดสินใจโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของคองเกรส และส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้น
ผลสำรวจของพิวพบด้วยว่า ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง 84 เปอร์เซ็นต์มองว่าเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญมากต่อการลงคะแนนในวันที่ 3 พฤศจิกายน ขณะที่ 57 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศ
รายงานของไทม์ ยังเปรียบเทียบคะแนนนิยมของประธานาธิบดีในอดีตกับผลการเลือกตั้งกลางเทอม โดยระบุว่า ตามปกติพรรคที่ครองทำเนียบขาวมักสูญเสียที่นั่งในสภาคองเกรส เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำคัญ เช่น การเลือกตั้งปี 2002 เพราะเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ทำให้พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพราะชาวอเมริกันไม่ต้องการเปลี่ยนผู้นำในสภาวะเสี่ยงสงคราม ทำให้บุชมีคะแนนนิยมสูงถึง 63 เปอร์เซ็นต์
คอสตาส พานาโกปูลอส ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของผลการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อรัฐบาล
เขาอธิบายว่า เมื่อพรรคเดียวครองทั้งทำเนียบขาว สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เช่น พรรครีพับลิกันในเวลานี้ ประชาชนที่ไม่พอใจการบริหารประเทศก็มักมองว่าพรรคดังกล่าวต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสภาคองเกรสส่วนใหญ่พบว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำรีพับลิกัน ขณะที่ผลสำรวจของพีบีเอส เอ็นพีอาร์ และมาริสต์ พบว่าผู้สนับสนุนเดโมแครต 91 เปอร์เซ็นต์มีความกระตือรือร้นต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ เทียบกับ 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้สนับสนุนรีพับลิกัน
แม้แต่ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน ผลสำรวจยังพบว่าเจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำเคน แพกซ์ตัน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันเล็กน้อย
พานาโกปูลอสประเมินว่า พรรครีพับลิกันกำลังเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก และอาจสูญเสียที่นั่งทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนอาจทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่ง หรือทั้งสองสภาได้.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส