ดูโลก ดูธรรม และดูใจ
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา
วันผู้สูงอายุ


      ความแก่ เป็น สิ่งที่ทุกคนจะได้รับฟรีๆไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ความแก่จัดเข้าใน ความจริงที่มนุษย์ทุกคนจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้พิจารณาเนื่องๆว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ แม้ความแก่จะเป็นความจริงที่ทุกคนจะได้รับ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากให้ใครเรียกว่า คนแก่ จึงมีศัพท์ที่เรียกแทนคนแก่หลายศัพท์ เช่น รัตตัญญู แปลว่า ผู้รู้ราตรีนาน ซึ่งใช้เรียก ผู้ที่บวชนานมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับการยกย่องว่า เป็นรัตตัญญ ผ่านราตรีมานาน พระนางมหาปชาบดีโคตมีพระน้านางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้รับการยกย่องว่า เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน คือ อายุมากที่สุดในพระสาวกทั้งหลายนั่นเอง

ในประเทศไทยของเรา ศัพท์ที่ใช่เรียกคนแก่โดยทั่วไปเรียกว่า ผู้อาวุโส ต่อมาก็มีการตกลงใช้ศัพท์อย่างเป็นทางการว่า ผู้สูงอายุ ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มติคณรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2525 อนุมัติให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เพราะในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ประชาชนทั้งหลายมักจะทำพิธีรดน้ำดำหัว ขอพรจากผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น บิดามารดา ปู่ย่าตายาย   พิธีกรรมแห่งราษฎรที่ทำกันทั่วไปเช่นนี้ คือ การยกย่องผู้สูงอายุ ผ่านประเพณีในวิถีชีวิตจริง รัฐบาลเห็นความสำคัญแห่งการแสดงออกที่สวยงามสะท้อนถึงกตัญญุกตเวทิตาธรรมเช่นนี้จึงเห็นชอบว่า ควรยกระดับกิจกรรมและพิธีกรรมเช่นนี้ เป็นวันสำคัญแห่งชาติเพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกแห่งความเคารพและความกตัญญุกตเวทีอันเป็นรากฐานทางสังคมไทยให้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งแห่งสังคมไทยสืบไป

ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นคุณค่าแห่งคุณูปการะของผู้สูงอายุ ในระดับโลกก็เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุจึงมีการกำหนดวันผู้สูงอายุสากลขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1999 หรือ พ.ศ. 2542 แต่ก่อนหน้านั้น สหประชาชาติได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุมาก่อนแล้ว กล่าวคือ ในปี 2525 สหประชาชาติได้ประชุมสมัชชาโลกเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียได้ให้คำจำกัดความผู้สูงอายุเอาไว้ว่า บุคคลทั้งเพศหชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ ผู้สูงอายุตอนต้น คือ อายุ 60-69 ปี ทั้งชายและหญิง และผู้มีอายุตอนปลายตั้งแต่อายุ 70 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่องค์กรทั้งระดับชาติและระดับโลกเห็นคุณค่าแห่งคุณูปการที่ผู้สูงอายุเคยประทำไว้แก่คนรุ่นหลัง ความเห็นคุณและตั้งใจยกย่องให้เกียรติเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ความกตัญญุกตเวที เป็นคุณธรรมสากลที่ทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรมเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้สูงอายุเป็นผู้มีคุณค่าควรแก่การกราบไหว้บูชาหรือยกย่องตามความเหมาะสมแห่งวัฒนธรรมนั้นๆ

ในปริหานิยธรรม คือ ธรรมเป็นเหตุแห่งความมั่นคงของรัฐพระพุทธเจ้าตรัสว่า รัฐจะมั่นคงจะต้องดูแลรักษาสตรีและเด็ก จะต้องให้การยกย่องดูแลรักษาปรึกษาหารือผู้สูงอายุ เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุเป็นลักษณะเด่นในพุทธธรรมอย่างหนึ่งทีเดียว

เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง เมื่อ ผู้นำโลก เช่น สหรัฐอเมริกา มีผู้นำเป็นผู้สูงอายุตอนปลาย อย่าง ท่านประธานาธิบดี โจไบเดน ในประเทศไทยของเรา ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในทางการเมืองที่คอการเมืองขนานนามว่า 3 ป ก็ล้วนเป็นผู้สูงอายุตอนต้นและกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายตอนปลายทั้งหมด ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ล้วนเป็นผู้สูงอายุตอนปลาย เป็นรัตตัญญูผู้เปี่ยมด้วย ความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่าโชกโชน

หากถามว่า ผู้สูงอายุ ทำอะไรให้แก่ประเทศชาติและโลกบ้าง 

ตอบสั้นๆง่ายๆตรงคำถามว่า ท่านผู้สูงอายุ ล้วนเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆและส่งต่อสู่รุ่นลูกหลาน 

สร้างอะไรบ้าง ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ ทุบลงตรงไหนก็เจอดิน หรือชี้ลงไปตรงผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ใด ล้วนผู้สูงอายุเคยสร้าง หรือ มีส่วนร่วมสร้างมาทั้งนั้น หากตอบกว้างๆก็ตอบว่า ท่านผู้สูงอายุ เป็นผู้สร้างครอบครัว เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตที่สืบสานกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นผู้สร้างสังคม เป็นผู้สร้างชาติ หรือ เป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้สร้างองค์ความรู้และสติปัญญา เป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ที่ให้ความสะดวกในทุกก้าวย่างของชีวิต นับกันไม่หวาดไม่ไหว คงทิ้งประเด็นไว้เพียงแค่นี้ฝากไปอภิปรายกันเองต่อว่า ผู้สูงอายุได้สร้างอะไรให้แก่สังคมทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

ความแก่เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าเดินทางต่อไปจากความแก่ก็จะเดินสู่หลักความเจ็บและความตาย สิ่งที่ผู้สูงอายุควรทำกันในบั้นปลายชีวิต ก็คือ สามารถสร้างคุณค่าของตนได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หลีกเลี่ยงจากอกุศล และอบายมุขทั้งปวงเพราะเป็นอันตรายทั้งชีวิตและจิตใจ พึงหมั่นเจริญกุศล อันจะเป็นผลดีต่อกายและใจ มีความอดทน มีเมตตากรุณา ต่อคนใกล้ชิด ไม่หงุดหงิดโกรธเคือง เพราะจะทำให้คนใกล้ตัวรำคาญและไม่อยากเป็นมิตรด้วย อยู่กับสติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม ในปัจจุบันขณะ ก็จะสร้างคุณค่าทั้งกายใจ มีชีวิตอยู่ก็เป็นสุขสดใส ครั้งถึงวันต้องจากโลกนี้ไปก็จากไปอย่างสงบ

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า 

รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

วันที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 9.55 น.




 




นำเสนอข่าวโดย : ทีมข่าว สยามทาวน์ยูเอส,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
532
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข