รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2026 ถึงข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบวีซ่า H-1B ซึ่งจะกำหนดให้นายจ้างที่นำแรงงานต่างชาติทักษะสูงเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่าใหม่สูงถึง 103,265 ดอลลาร์
รายได้จากค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สนับสนุนระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ รวมถึงศาลตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ หรือไอซ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอนี้จะทำให้ต้นทุนการจ้างแรงงานต่างชาติผ่านวีซ่า H-1B เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะบริษัทและองค์กรในภาคเทคโนโลยี การศึกษา และการวิจัย ซึ่งพึ่งพาแรงงานประเภทนี้เป็นจำนวนมาก
บริษัทที่ใช้โครงการ H-1B ให้เหตุผลว่า วีซ่าประเภทนี้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานอเมริกันที่มีทักษะเฉพาะทาง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าโครงการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแรงงานอเมริกัน เพราะเปิดทางให้นายจ้างนำแรงงานจากต่างประเทศที่อาจยอมรับค่าจ้างต่ำกว่าแรงงานอเมริกันเข้ามาทำงาน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บค่าธรรมเนียม H-1B จำนวน 100,000 ดอลลาร์เป็นการชั่วคราวเมื่อปี 2025 แต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งยกเลิกค่าธรรมเนียมดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมาตรการชั่วคราวเดิมมีกำหนดหมดอายุในเดือนกันยายน 2026 หลังใช้มาครบหนึ่งปี
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า โครงการ H-1B เปิดให้นายจ้างสหรัฐฯ จ้างชาวต่างชาติที่มีความสามารถและคุณสมบัติเฉพาะทางเข้าทำงานในอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ โดยกฎหมายกำหนดมาตรการเพื่อไม่ให้การจ้างแรงงานต่างชาติส่งผลเสียต่อแรงงานอเมริกันที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งคุ้มครองแรงงานต่างชาติที่ถือวีซ่า H-1B ด้วย
สหรัฐฯ ออกวีซ่า H-1B ภายใต้โควตาปกติปีละ 65,000 ราย และอีก 20,000 รายสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับสูง โดยผู้ได้รับวีซ่าสามารถทำงานในสหรัฐฯ ได้เป็นระยะเวลา 3-6 ปี
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่พึ่งพาวีซ่า H-1B มากที่สุด โดยแรงงานจากอินเดียคิดเป็นเกือบสามในสี่ของผู้ได้รับอนุมัติทั้งหมด นอกจากนี้ วีซ่าประเภทนี้ยังถูกใช้เพื่อเติมตำแหน่งงานที่ขาดแคลน เช่น แพทย์และครู
ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ นายจ้างที่ต้องการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาด้วยวีซ่า H-1B โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายด้านค่าธรรมเนียมประมาณ 2,000-5,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ครอบคลุมผู้ที่ได้รับวีซ่า H-1B ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วด้วยวีซ่านักเรียน โดยคนกลุ่มนี้ถือเป็นสัดส่วนจำนวนมากของผู้ได้รับ H-1B รายใหม่.