เว็บไซต์ข่าวและบทความเชิงวิเคราะห์ The Conversation รายงานเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2026 ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลกแล้ว ยังเป็นเส้นทางลำเลียงปุ๋ยถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ จึงส่งผลให้ปุ๋ยมีราคาแพงและหาซื้อยาก
“เกษตรกรจึงต้องลดการใช้ปุ๋ย ปลูกพืชน้อยลง หรือเปลี่ยนชนิดพืช ซึ่งทำให้ผลผลิตลดลง” บทวิเคราะห์ระบุ
ปุ๋ยหลักทั้ง 3 ชนิด คือไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทสเซียม ล้วนได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยบางชนิดในสหรัฐฯ ปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งเดือนหลังสงครามเริ่มต้น
“ขณะที่การลดใช้ปุ๋ยเพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาจทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์” บทวิเคราะห์ระบุ และว่าเมื่อผลผลิตข้าวโพดลดลง ต้นทุนอาหารสัตว์จะสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์นมปรับตัวเพิ่มตามไปด้วย โดยเฉพาะเนื้อวัวที่อาจได้รับผลกระทบระยะยาว เนื่องจากเกษตรกรอาจต้องลดจำนวนปศุสัตว์
แม้ผลกระทบด้านอาหารจะเกิดช้ากว่าราคาน้ำมัน แต่ผู้บริโภคสหรัฐฯ จะเริ่มรู้สึกได้ในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยราคาสินค้าในร้านค้าปลีกมักปรับขึ้นช้ากว่าต้นทุนประมาณ 2-4 เดือน
แม้กระทรวงเกษตร จะเคยประเมินไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 โดยอ้างอิงข้อมูลก่อนสงครามว่าราคาอาหารตลอดปีนี้จะเพิ่มเฉลี่ย 3.1 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น เพราะต้นทุนสำคัญในห่วงโซ่อาหารกำลังถูกกระทบพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาปุ๋ยที่จำเป็นต่อการเพาะปลูก
ภายใต้วิกฤตครั้งนี้ World Food Programme (WFP) ซึ่งเป็นหน่วยงานอาหารของสหประชาชาติ ออกมาเตือนว่าอาจลุกลามเป็นปัญหาความมั่นคงทางอาหารระดับโลก จากปัจจุบันที่มีผู้ขาดแคลนอาหารอยู่แล้วกว่า 300 ล้านคน อาจเพิ่มอีก 45 ล้านคนภายในปีนี้ หากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังยืดเยื้อต่อไป.