กินอย่างไรให้ลด “เจ็ตแล็ก” ระหว่างกลับเมืองไทย
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : แนะปรับเวลาอาหารให้ตรงกับเวลาเมืองไทยก่อนเดินทาง ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดแอลกอฮอล์ และดื่มกาแฟอย่างเหมาะสม จะช่วยลดอาการ “เจ็ตแล็ก” และทำให้ร่างกายปรับตัวได้เร็วขึ้นระหว่างเวเคชั่นเมืองไทย
ช่วงฤดูร้อน เป็นช่วงมีผู้คนเดินทางจำนวนมาก รวมถึงคนไทยในอเมริกาที่เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวและญาติมิตรที่ประเทศไทย ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักเผชิญกับอาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) ซึ่งเกิดจากนาฬิกาชีวภาพของร่างกายไม่สอดคล้องกับเขตเวลาของประเทศปลายทาง ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ รวมถึงปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสีย
แม้หลายคนจะรู้ว่าการปรับเวลานอนก่อนเดินทาง เป็นวิธีรับมือกับอาการเจ็ตแล็ก แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การรับประทานอาหารและการดื่มน้ำให้เหมาะสม ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้เร็วขึ้นเช่นกัน
นักโภชนาการแห่ง เมโย คลินิก แนะนำว่า ก่อนออกเดินทางควรค่อยๆ ปรับเวลามื้ออาหารให้ใกล้กับเวลาของประเทศไทย โดยเลื่อนทีละ 15 นาที จากนั้นเป็น 30 นาที และ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินทางถึงแล้ว ควรรับประทานอาหารตามเวลาท้องถิ่นทันที เช่น หากถึงประเทศไทยในช่วงเช้า ก็ควรรับประทานอาหารเช้า เพราะงานวิจัยเมื่อปี 2023 ชี้ว่า การรับประทานอาหารเช้าตามเวลาของประเทศปลายทางช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากเจ็ตแล็กได้เร็วขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตากล่าวว่า ทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย ควรเริ่มใช้ตารางเวลาการรับประทานอาหารของไทย และรับประทานอาหารกลางวันกับอาหารเย็นให้ตรงกับเวลาของไทย
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้รับประทานอาหารมื้อเล็กก่อนและระหว่างการเดินทาง เพื่อลดโอกาสเกิดอาการปวดท้องหรือไม่สบายท้อง โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ หลังเดินทางถึง ส่วนเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้แล้ว จึงค่อยเพิ่มปริมาณอาหาร แต่ควรระวังอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารที่ไม่คุ้นเคย
ด้านเครื่องดื่ม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะรบกวนการนอนหลับระหว่างเดินทาง และควรใช้คาเฟอีนอย่างเหมาะสม หากปกติดื่มกาแฟหรือชาในตอนเช้าก็สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรดื่มช่วงบ่ายหรือเย็นจนกระทบต่อการนอน นอกจากนี้ ทั้งแอลกอฮอล์และคาเฟอีนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำให้อาการเจ็ตแล็กรุนแรงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังเที่ยวบิน เพื่อชดเชยความแห้งของอากาศภายในห้องโดยสาร และเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 8 แก้วเป็นอย่างน้อย โดยอาจเพิ่มหรือลดตามสภาพอากาศและกิจกรรมของแต่ละคน พร้อมแนะนำให้เลือกดื่มน้ำดื่มบรรจุขวด หากไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำประปา
เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รีบกลับเข้าสู่ตารางการนอน การรับประทานอาหาร และกิจวัตรประจำวันตามเวลาท้องถิ่นให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งร่างกายกลับเข้าสู่กิจวัตรใหม่ได้เร็ว ก็จะยิ่งฟื้นตัวจากอาการเจ็ตแล็กได้เร็วเช่นกัน.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส