ชี้ปมทุจริตรัฐบาลทรัมป์ถี่และโจ่งแจ้ง ก่อนเลือกตั้งมิดเทอม
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ซีเอ็นเอ็นวิเคราะห์ข้อกล่าวหาทุจริตในรัฐบาลทรัมป์ปรากฏต่อเนื่องและโจ่งแจ้งขึ้นก่อนเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน ขณะที่คอร์รัปชันกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญสูงสุด รองจากเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แอรอน เบลก นักวิเคราะห์การเมืองของซีเอ็นเอ็น เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ว่า ในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีรายงานข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน การรับเงิน และการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลในแวดวงรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นหลายกรณี จนกลายเป็นแรงกดดันให้กับพรรครีพับลิกัน ก่อนประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง
ผลสำรวจซีเอ็นเอ็นที่เผยแพร่วันเดียวกันพบว่า ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง 19 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าคอร์รัปชันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับตน เป็นรองเพียงกลุ่มประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพ สะท้อนว่าความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราคาสินค้าหรือรายได้ แต่รวมถึงพฤติกรรมของทรัมป์ และผู้ใช้อำนาจรัฐด้วย
หนึ่งในกรณีล่าสุดเกี่ยวข้องกับอลีนา ฮับบา อดีตทนายความของทรัมป์ ซึ่งเดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ทำข้อตกลงรับงานมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์กับบริษัทแห่งหนึ่งขณะยังดำรงตำแหน่งอัยการรัฐบาลกลางประจำรัฐนิวเจอร์ซีย์ และเริ่มงานระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเภทพิเศษที่ให้คำปรึกษาแพม บอนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น
สองสัปดาห์หลังฮับบาเริ่มงาน ฮูลิโอ เอร์เรรา เวลูตินี นายธนาคารมหาเศรษฐีชาวเวเนซุเอลาผู้ว่าจ้างเธอ ได้รับการลงนามอภัยโทษโดยทรัมป์ หลังจากที่เขาพยายามขอมานาน
ฮับบายังเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทอีกกรณี โดยเธอกล่าวหาว่า ริชาร์ด เกรเนลล์ พันธมิตรของทรัมป์ จัดสรรเงินบริจาคของทูร์ฮาน มิลดอน สามีของเธอ ซึ่งเป็นนักลงทุนชาวตุรกี ผิดวัตถุประสงค์ โดยมิลดอนตั้งใจบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ให้ศูนย์เคนเนดี แต่เงินกลับถูกโอนไปยังบริษัทอุปกรณ์กลาโหมและความมั่นคงในรัฐเท็กซัส ซึ่งเกรเนลล์เคยเป็นที่ปรึกษา
อีกกรณีคือกระทรวงความมั่นคงภายใน ซื้อเครื่องบินหลายลำจากผู้บริจาคให้คริสตี โนม อดีตรัฐมนตรี โดยมีรายงานตั้งข้อสงสัยว่าราคาสูงเกินจริง ฝ่ายโนมกับมาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ต่างกล่าวโทษอีกฝ่าย โดยฝ่ายมัลลินระบุว่าซื้อก่อนเขารับตำแหน่ง ส่วนโนมระบุว่าการซื้อเสร็จสมบูรณ์ภายใต้การบริหารของมัลลิน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับงานแต่งงานแบบหรูหราของโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าได้รับเงินอุปถัมภ์ร่วมล้านดอลลาร์จาก อูมาร์ เครมเลฟ มหาเศรษฐีรัสเซีย ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จากหลักฐานที่ปรากฎชัด แม้กระทั่งสมาชิกรีพับลิกันในสภาบางคน ยังอดไม่ไหวที่ต้องออกมาเรียกร้องให้สอบสวนการ “คอร์รัปชัน” แบบโจ่งแจ้งครั้งนี้
โดยหลังจากข่าวนี้เผยออกไป เครมเลฟออกมาแถลงว่าเป็นเงินที่เขาให้ลูกชายทรัมป์ยืมไปจัดงานเท่านั้น และว่าได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว
กรณีคิมเบอร์ลี กิลฟอยล์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรีซ มีรายงานว่าเธอขอเงิน 100,000 ดอลลาร์ไปชำระหนี้บัตรเครดิตจากชายที่เธอช่วยวิ่งเต้นให้ทรัมป์ช่วยเรื่องภาษี และเป็นเหตุให้ทรัมป์รีบตัดตอนโดยปลดเธอออกจากตำแหน่งทันที
ซีเอ็นเอ็นยังกล่าวถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจของทรัมป์เอง ทั้งรายได้จากคริปโทเคอร์เรนซีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ การประชาสัมพันธ์บริษัทหลังซื้อหุ้น และการรับเครื่องบินจากกาตาร์เพื่อใช้เป็นแอร์ฟอร์ซวัน ซึ่งมีแผนส่งต่อให้ห้องสมุดประธานาธิบดีของเขา
ท่ามกลางข่าวเหล่านี้ โพลแกลลัปพบว่า ชาวอเมริกัน 89 เปอร์เซ็นต์มองว่าการทุจริตแพร่หลายในรัฐบาลสหรัฐฯ สูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนโพลฟ็อกซ์นิวส์พบว่า ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง 88 เปอร์เซ็นต์กังวลเรื่องคอร์รัปชันในรัฐบาลในระดับมากหรือมากที่สุด
โพลรอยเตอร์ส/อิปซอสยังพบว่า ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับผลงานจัดการคอร์รัปชันของทรัมป์ 62 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเห็นด้วย 29 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลสำรวจวอชิงตันโพสต์/เอบีซีนิวส์พบว่า ชาวอเมริกันเกือบสองในสามเห็นว่าทรัมป์กำลังใช้ตำแหน่งประธานาธิบดีเพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจไม่ได้แปรเป็นความได้เปรียบของเดโมแครตอย่างชัดเจนทุกโพล โดยผลสำรวจเอ็นบีซีนิวส์พบว่า 52 เปอร์เซ็นต์มองว่ารัฐบาลทรัมป์ทุจริตมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ แต่ 56 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาของทั้งสองพรรคพอๆ กัน.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส