ลอส แอนเจลิส ไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ว่า โรงผลิตไวน์ในแคลิฟอร์เนียกำลังระบายไวน์ส่วนเกินให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งคอสต์โก, อัลดี (Aldi), โครเกอร์ และโกรเซอรี เอาต์เล็ต ในราคาต่ำกว่าปกติมาก หลังปริมาณผลิตสูงกว่าความต้องการของผู้บริโภคต่อเนื่องหลายปี
โดยผู้ค้าปลีก ได้นำไวน์มาบรรจุขายภายใต้ยี่ห้อของตนเองหรือติดฉลากเฉพาะ เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ไวน์ราคาแพงของแบรนด์ดั้งเดิม ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อไวน์ชั้นดีในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ไทมส์ยกตัวอย่างไวน์กาแบร์เน โซวีญง (Cabernet Sauvignon) จากนาปาแวลเลย์ ซึ่งเดิมมีราคาขวดละ 45–85 ดอลลาร์ แต่โกรเซอรี เอาต์เล็ตนำมาขายภายใต้ยี่ห้อเซคันด์ ชีเพสต์ ไวน์ (Second Cheapest Wine) ในราคาเพียง 9.99 ดอลลาร์ ส่วนคอสต์โกลดราคาเคิร์กแลนด์ ซิกเนเจอร์ สแต็กส์ ลีป กาแบร์เน โซวีญง (Stags Leap Cabernet Sauvignon) จาก 22.99 เหลือ 19.99 ดอลลาร์
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อของโกรเซอรี เอาต์เล็ต กล่าวว่าในปี 2018 ผู้ผลิตมักเสนอขายไวน์ครั้งละ 1,000–3,000 ลัง แต่ปัจจุบันมีการเสนอขายถึง 20,000–200,000 ลัง และคุณภาพไวน์ที่เสนอขายก็ดีขึ้นด้วย
เคอร์ติส แมนน์ รองประธานโครเกอร์ กล่าวว่า ภายในเวลาเพียงสองเดือน บริษัทมีไวน์ที่ได้รับคะแนนตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไปจากนักวิจารณ์ที่เป็นที่ยอมรับเพิ่มเป็น 20 รายการ จากเดิมที่ไม่มีเลย
ภาวะไวน์ล้นตลาดเกิดขึ้นขณะที่ชาวอเมริกันดื่มไวน์น้อยลง โดยรายงานอุตสาหกรรมไวน์สหรัฐฯ ปี 2026 ของธนาคารซิลิคอนแวลเลย์ (Silicon Valley Bank) ระบุว่า ปี 2025 ผู้บริโภคซื้อไวน์ประมาณ 329 ล้านลัง ลดจาก 335.9 ล้านลังในปี 2024 ส่วนมูลค่ายอดขายลดจาก 75,500 ล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 74,300 ล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์มองว่าพฤติกรรมการดื่มที่เปลี่ยนไป เงินเฟ้อ และความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง มีส่วนทำให้ตลาดหดตัว ส่งผลกระทบต่อแคลิฟอร์เนียซึ่งผลิตไวน์ประมาณร้อยละ 80 ของประเทศ เกษตรกรบางรายต้องรื้อไร่องุ่น ลดการผลิต หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น
ขณะที่ ซานฟรานซิสโก โครนิเคิล รายงานว่า ระหว่างปี 2024–2025 มีการรื้อไร่องุ่นในแคลิฟอร์เนียเพื่อลดปริมาณผลผลิตรวมกว่า 38,000 เอเคอร์ ทำให้เกิดความกังวลว่าการลดกำลังผลิตอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนในอนาคตหากความต้องการกลับมาทรงตัว
อย่างไรก็ตาม เทย์เลอร์ เคส ประธานบริษัทเนวิเกเตอร์ ไวน์ คอลเล็กชัน (Navigator Wine Collection) ซึ่งซื้อไวน์มาขายภายใต้ฉลากของตนเอง ประเมินว่าตลาดอาจต้องใช้เวลาอีก 12–24 เดือนกว่าจะระบายไวน์ส่วนเกินหมด คอไวน์จึงยังมีโอกาสเจอของดีราคาถูกต่อไปอีกระยะ.