ตกใจ! เด็กชายวัยรุ่น 1 ใน 3 ติดตามอินฟลูฯ “เหยียดหญิง”
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : งานวิจัยพบเด็กชายวัยรุ่นประมาณหนึ่งในสามติดตาม “แอนดรูว์ เทต” อินฟลูเอนเซอร์ที่มีแนวคิดเหยียดผู้หญิง
ฮัฟฟ์โพสต์รายงานถึงงานวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ และมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งสำรวจเด็กชายวัย 13–17 ปี จำนวน 601 คนในอเมริกา เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องความเป็นชาย, ทัศนคติต่อผู้หญิง และการติดตามกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในโลกออนไลน์ที่เรียกว่า “แมนโนสเฟียร์”
แมนโนสเฟียร์ (Manosphere) เป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ที่พูดถึงผู้ชายและความเป็นชาย โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งเผยแพร่แนวคิดเหยียดผู้หญิง ต่อต้านสตรีนิยม และยึดถือบทบาทของชายในฐานะผู้นำ และหญิงในฐานะผู้ตามแบบตายตัว
นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจผ่านโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับบุคคลที่ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ความเชื่อเรื่องความเป็นชาย ตลอดจนข้อความหรือแบบอย่างเรื่องบทบาททางเพศที่ได้รับจากพ่อแม่และผู้ปกครอง
ผลสำรวจพบว่า ประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ติดตามแอนดรูว์ เทต อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ขณะที่ประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ติดตามจอร์แดน ปีเตอร์สัน อีกหนึ่งอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีแนวคิดชัดเจนว่าต่อต้านสิทธิสตรี
แอนดรูว์ เทต เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยประกาศตัวว่ามีแนวคิดเกลียดชังผู้หญิง และถูกควบคุมตัวในสถานกักกันของรัฐบาลกลางที่ไมอามีระหว่างสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอังกฤษ ซึ่งเขาเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการข่มขืนและค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อขอให้เด็กชายระบุอินฟลูเอนเซอร์ที่ชื่นชอบมากที่สุดสามคน กลับมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่เลือกบุคคลในกลุ่มแมนโนสเฟียร์ สะท้อนว่าการติดตามบุคคลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบุคคลโปรดเสมอไป
ผลสำรวจพบด้วยว่าในกลุ่มเด็กชายที่ชื่นชอบผู้สร้างเนื้อหาในกลุ่มนี้ มีแนวโน้มว่ามาจากครอบครัวที่ตอกย้ำบทบาทชายหญิงแบบตายตัวมากกว่า และมักประเมินความเป็นชายของตนเองไว้ในระดับสูงกว่า
บทความระบุว่า อิทธิพลจากครอบครัว สัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องบทบาททางเพศมากกว่าการติดตามเทตหรือปีเตอร์สันเสียอีก โดยเด็กชายที่มีผู้ปกครองแยกแยะบทบาทชายหญิงอย่างเคร่งครัด มีแนวโน้มยึดถือความเชื่อคล้ายกันและสนใจเนื้อหาแมนโนสเฟียร์สูงถึงสามเท่า
เจมี ดัมเลอร์ นักสังคมสงเคราะห์คลินิก แสดงความเห็นว่า ผลลัพธ์นี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะเด็กชายอาจได้รับแนวคิดลักษณะเดียวกันทั้งจากโลกออนไลน์และภายในบ้าน
เธอเสนอให้ผู้ปกครองย้อนพิจารณาว่า ผู้ชายในครอบครัวแสดงอารมณ์อย่างไร สามารถร้องไห้หรือยอมรับว่าตนเองกำลังรับมือกับปัญหาไม่ไหวได้หรือไม่ รวมถึงครอบครัวกำหนดความคาดหวังต่อผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันอย่างไร
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านอาจไม่รุนแรงหรือยัดเยียดเท่าความเห็นของอินฟลูเอนเซอร์ แต่เด็กซึมซับแบบอย่างเหล่านี้อยู่เสมอ การปรับพฤติกรรมของผู้ใหญ่จึงอาจช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะไม่ได้ถามเหตุผลที่เด็กติดตามอินฟลูเอนเซอร์ บางคนอาจชื่นชอบจริง ขณะที่บางคนอาจติดตามเพื่อให้สามารถร่วมวงสนทนากับเพื่อนได้ อีกทั้งเป็นการสำรวจความเห็นเพียงครั้งเดียว จึงไม่สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติ หรือสรุปว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไรได้
สำหรับผู้ปกครองที่พบว่าลูกติดตามบุคคลซึ่งเผยแพร่แนวคิดเหยียดผู้หญิง ดัมเลอร์แนะนำให้เริ่มต้นด้วยความอยากเข้าใจ แทนการตำหนิหรือตัดสินทันที เพราะอาจทำให้เด็กปิดกั้นและไม่ยอมพูดคุย
คำถามปลายเปิด เช่น “เห็นคนพูดถึงเรื่องนี้กันเยอะ ลูกพอรู้ไหมว่าเป็นอย่างไร” หรือ “เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าคนนี้พูดเรื่องอะไร” จะเปิดโอกาสให้วัยรุ่นอธิบายความคิดของตัวเอง และช่วยให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นมีความหมายต่อเด็กอย่างไร
เธอยังเสนอให้สร้างเวลาพูดคุยตัวต่อตัวอย่างสม่ำเสมอ เช่น ระหว่างเดินทางไปซ้อมกีฬา รับประทานอาหารเช้าด้วยกัน หรือทำกิจกรรมกับพ่อ ปู่ ตา และผู้ใหญ่ที่เด็กไว้วางใจ แทนการรอให้เกิดปัญหาแล้วเรียกมานั่งคุยอย่างจริงจังเพียงครั้งเดียว
การสนทนาระหว่างเดินเล่น ตกปลา โยนฟุตบอล หรือขับรถ อาจช่วยลดความกดดัน เพราะเด็กไม่จำเป็นต้องนั่งเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ตลอดเวลา
หากเด็กแสดงความเชื่อที่เหยียดผู้หญิง ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้เป็นการโต้เถียงว่าใครถูกหรือผิด แต่สามารถอธิบายให้ชัดเจนว่าครอบครัวยึดถือหลักการปฏิบัติต่อกันอย่างไร พร้อมเพิ่มเวลาร่วมกัน ลดเวลาหน้าจอ และเปิดพื้นที่ให้เด็กฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ดัมเลอร์กล่าวว่า วัยรุ่นกำลังแสวงหาความมั่นใจ ความผูกพัน และแบบอย่างในการเติบโต หากครอบครัวช่วยตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยสร้างสมดุลกับข้อความสุดโต่งที่เด็กพบในโลกออนไลน์.
แอนดรูว์ เทต
|
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส