สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส เผยแพร่ภาพแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนายสุพจน์ ธีรเกาศัลย์ อดีตเอกอัครราชทูตและอดีตกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ผู้มีความผูกพันกับชุมชนไทยในแคลิฟอร์เนียมายาวนาน
โดยประกาศของสถานกงสุลใหญ่ฯ ระบุว่า “ขอแสดงความเสียใจ ต่อการจากไปของเอกอัครราชทูต สุพจน์ ธีรเกาศัลย์” พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า “Your legacy will live on in the works and hearts of many people.” หรือ “คุณงามความดีและผลงานของท่านจะคงอยู่ในความทรงจำและหัวใจของผู้คนอีกมากมายตลอดไป”
นายสุพจน์เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์ยาวนาน สำเร็จการศึกษาด้านการต่างประเทศและกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 1973 และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงโรม ประเทศอิตาลี
ในปี 1995 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลใหญ่ไทยประจำนครลอส แอนเจลิส คนที่ 10 ดำรงตำแหน่งจนถึงปี 1999 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเติบโตของชุมชนไทยในแคลิฟอร์เนีย ทั้งด้านธุรกิจ ร้านอาหาร วัดไทย สมาคม และกิจกรรมทางวัฒนธรรม
เหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งคือคดีแรงงานทาสในโรงงานเย็บผ้าที่เมืองเอลมอนเต้ เมื่อเดือนสิงหาคม 1995 หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกช่วยเหลือแรงงานไทย 72 คนที่ถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในสภาพเลวร้าย เป็นคดีที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วอเมริกา และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานไทยในสหรัฐฯ
หนังสือพิมพ์ลอส แอนเจลิส ไทมส์ รายงานในเวลานั้นว่า นายสุพจน์มีบทบาทประสานงานกับผู้นำชุมชนไทยเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับการปล่อยตัว โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนไทยในเขตอาณา
อย่างไรก็ตาม แนวทางการทำงานของสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่เน้นการส่งตัวเหยื่อชาวไทยกลับประเทศ กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในชุมชน ที่บางส่วนสนับสนุนให้เหยื่อแรงงานปักหลักต่อสู้ในฐานะพยาน และปรับสถานภาพตามสิทธิของเหยื่อในคดีค้ามนุษย์
อีกบทบาทหนึ่งที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชุมชนไทยแอลเอ คือสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ในสมัยนายสุพจน์ ได้จัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2000 เป็นการให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแก่คนไทยนอกราชอาณาจักรครั้งแรก หลังจากชุมชนไทยในลอส แอนเจลิส โดยการนำของบรรดาสื่อมวลชนไทยได้รวมตัวกันเรียกร้องมาเป็นเวลานาน อีกทั้งเป็นการเลือกตั้งที่มีคนไทยในเขตอาณาเข้ามาเป็นอาสาสมัครเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ท่านสุพจน์ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ยังตรงกับประวัติสำคัญของชุมชนไทยที่เริ่มมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมของเมืองมากขึ้น จนสภาเมืองลอส แอนเจลิส ให้การยอมรับและสถาปนาให้ช่วงหนึ่งของถนนฮอลลีวูด เป็น “ไทยทาวน์”เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1999 ตามข้อเรียกร้องของชุมชนไทย ที่มีศูนย์ส่งเสริมชาวไทย เป็นแกนนำ
หลังพ้นตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ท่านสุพจน์ได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวตในปี 2000 ก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระหว่างปี 2002–2004
ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำเมียนมาระหว่างปี 2004–2007 โดยมีบทบาทด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงการส่งมอบข้าวไทยจำนวน 1,000 ตันแก่โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2005 เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือด้านอาหารในเมียนมา
จากนั้นท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐรัสเซีย โดยได้ยื่นสาส์นตราตั้งต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2007 และมีบทบาทส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทยในประเทศนี้
แม้จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในหลายประเทศ แต่ท่านสุพจน์ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนไทยในลอส แอนเจลิส โดยชื่อของท่านยังปรากฏในข่าวสังคมและกิจกรรมของคนไทยในแคลิฟอร์เนียอยู่เสมอ แม้พ้นตำแหน่งกงสุลใหญ่ไปหลายปี.