บทความ : เมื่อ “คอสต์โก้” กลายเป็นฮีโร่
ในช่วงเวลาที่ซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ จำนวนมากเลือกที่จะเงียบเสียง แล้วก้มหน้ารับแรงกดดันจากความเอาแต่ใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น คอสต์โก้กลับยืนหยัดต่อสู้มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ที่มองว่าไม่เป็นธรรมแบบยิบตา แม้จะเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งจากทรัมป์และทีมงาน ที่แฝงมาในรูปของนโยบายหรือกฎระเบียบต่างๆ ก็ตาม
โดย: ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส
จนล่าสุด ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าพฤติกรรมเอาแต่ใจของทรัมป์ โดยไม่สนใจความหายนะของระบบเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชน เป็นพฤติกรรมผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับประเด็นที่คอสต์โก้ ยกมาสู้ตั้งแต่แรก
นั่นทำให้ค้าปลีกระบบสมาชิกยักษ์ใหญ่ของโลกรายนี้ กลายเป็นภาพจำใหม่ของ “ฮีโร่ค้าปลีก” ที่เลือกปกป้องสมาชิกมากกว่าหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ทั้งนี้ คอสต์โก้เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่รายแรกๆ ที่ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ กรณีบังคับใช้ภาษีตอบโต้กับประเทศที่ได้ดุลการค้า หรือไม่คล้อยตามสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ โดยอ้างกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ
แม้ว่าผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากมาตรการภาษีดีเดือดของทรัมป์คือคนอเมริกัน ทั้งบริษัทผู้นำเข้าและผู้บริโภคทุกคนก็ตาม แต่ทรัมป์และบรรดาทีมงานของเขายืนกรานว่ามาตรการดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รวมถึงออกมาโจมตีธุรกิจที่ออกมาโวยวายว่าไม่รักชาติ ฯลฯ
โดยคอสต์โก้บอกตั้งแต่แรกว่าฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิ์ของบริษัทในการขอรับเงินภาษีคืน หากศาลไม่เห็นด้วยกับความชอบธรรมของมาตรการ
และในที่สุด ศาลสูงสหรัฐฯ ก็มีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ถือเป็นชัยชนะสำคัญของฝ่ายที่เห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเกินขอบเขต
คอสต์โก้ บอกว่าการตัดสินใจชนกับทรัมป์ครั้งนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเชิงอุดมการณ์ แต่เป็น “ดีเอ็นเอทางธุรกิจ” ที่ยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษ นั่นคือ ทำทุกทางเพื่อลดต้นทุน เพื่อส่งต่อราคาที่ดีที่สุดให้สมาชิก
บริษัทระบุว่าสินค้าที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ประมาณหนึ่งในสาม เป็นสินค้านำเข้า ทำให้ภาษีกีดกันของทรัมป์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน แม้บริษัทจะสามารถปรับเปลี่ยนรายการสินค้าเพื่อลดผลกระทบได้บางส่วน แต่หากปล่อยให้มาตรการภาษีตามใจฉันของทรัมป์ดำเนินต่อไป ย่อมกระทบความสามารถในการรักษาราคาต่ำในระยะยาว
ไม่ใช่เฉพาะมาตรการภาษีรังแกประชาชนของทรัมป์เท่านั้น แต่คอสต์โก้ได้ “ปะทะ” กับนโยบายแบ่งแยกของทรัมป์ ภายใต้ข้ออ้าง “Make American Great Again” ด้วย
ที่ผ่านมา คอสต์โก้ ยืนหยัดปฏิเสธแรงกดดันให้ยกเลิกโครงการความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity, and Inclusion :DEI) แบบไม่ลังเล โดยให้เหตุผลว่าสมาชิกของคอสต์โก้ มีความหลากหลาย และการสะท้อนความหลากหลายนั้นผ่านพนักงาน จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
“ปล่อยให้เราบริหารธุรกิจในแบบของเรา” คอสต์โก้ประกาศชัด
การยืนยันรับพนักงานทุกกลุ่มของคอสต์โก้ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่เผชิญแรงต้านจากกลุ่มหัวอนุรักษ์ กลุ่ม (คลั่ง) ศาสนา และบรรดาสาวกทรัมป์รุนแรง มีความพยายามเรียกร้องให้ “คว่ำบาตร” จากหลายกลุ่ม
แต่ธุรกิจของคอสต์โก้ยังเติบโตต่อเนื่อง รายได้ปีงบประมาณล่าสุดอยู่ที่ 275,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความภักดีของสมาชิกนั้น แข็งแกร่งกว่ากระแสการเมืองอันไม่เป็นธรรมภายใต้การชี้นำของทรัมป์
คดีฟ้องร้องระหว่างคอสต์โก้กับรัฐบาลทรัมป์ จึงถูกมองว่าเป็นมากกว่าคดีภาษี แต่เป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจที่กล้าเผชิญหน้ากับอำนาจเกินขอบเขตของรัฐ เมื่อเห็นว่าส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงความเป็นธรรมทางธุรกิจ...
ในโลกธุรกิจที่หลายองค์กรอาจเลือกยืนอยู่ข้างทรัมป์เพื่อความปลอดภัย และผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ นั้น คอสต์โก้กลับเลือกยืนข้างความถูกต้องอย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวคือเหตุผลที่ทำให้สมาชิกหลายล้านคน รวมถึงผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลก มองคอสต์โก้ว่าเป็น “ฮีโร่” ในสายตาของพวกเขา.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส