ไทม์ชี้ “ทรัมป์” ลุยแปดประเทศในหนึ่งปี
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : นิตยสารไทม์ตีแสกหน้า “ทรัมป์” เรียกร้องโนเบลสันติภาพ แต่อนุมัติปฏิบัติการทางทหารใน 8 ประเทศหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2025
นิตยสารไทม์ เปิดเผยภาพปกของฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2026 เป็นภาพหมวก MAGA สีแดงจำนวนแปดใบ และเปลี่ยนคำว่า “อเมริกา” ในสโลแกน “เมค อเมริกา เกรท อเกน” บนหมวกเป็นชื่อประเทศต่างๆ เช่น อิหร่าน เวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิรัก และซีเรีย
ภาพดังกล่าวใช้ประกอบบทความสกู๊ปหลักของนิตยสาร เรื่อง “สงครามของทรัมป์” เขียนโดย เอริก คอร์เทลเลสซา ซึ่งวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของทรัมป์ ทั้งการโจมตีอิหร่าน ซึ่งถือเป็น “สงคราม” ล่าสุดของทรัมป์ และการโจมตีทางทหารในประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งที่ทรัมป์หาเสียงเลือกตั้งว่าเขาจะเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ”
ตอนหนึ่งของบทความระบุว่า “ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะยุติสงคราม ไม่ใช่เริ่มต้นสงคราม แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับใช้กำลังทหารในระดับที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีผู้นำสหรัฐฯ ยุคใหม่คนใดสั่งการโจมตีในหลายประเทศมากเท่านี้ภายในช่วงเวลาอันสั้น”
ไทม์บอกว่าหลังจากทรัมป์ ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และสามารถสังหาร อาลี คาเมเนอี ซึ่งปกครองอิหร่านมานาน 36 ปี รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนที่ถูกมองว่าอาจเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อฐานทัพสหรัฐและพันธมิตรหลายประเทศในตะวันออกกลาง
ขณะนี้ มีการยืนยันแล้วว่าปฏิบัติการตอบโต้ของอิหร่าน ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 6 นายจากการโจมตีด้วยโดรนที่ศูนย์ปฏิบัติการของสหรัฐในท่าเรือชูไอบาท์ ประเทศคูเวต
เมื่อไทม์ถามถึงความสูญเสียครั้งนี้ ทรัมป์บอกว่าการทำสงครามย่อมมีความสูญเสีย
“เมื่อเกิดสงคราม ย่อมมีคนเสียชีวิต”
แม้จะตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงคราม รวมถึงเคยหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามต่างประเทศก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้าสู่ตำแหน่ง เขากลับใช้กำลังทหารอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาค
ไทม์บอกว่านับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปี 2025 จนถึงปัจจุบัน ทรัมป์ได้อนุมัติการโจมตีทางทหารกับ 8 ประเทศ โดยบางประเทศไม่เคยถูกกองทัพสหรัฐฯโจมตีโดยตรงมาก่อน
นอกจากอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีร่วมกับอิสราเอลแล้ว ทรัมป์ยังสั่งโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุมในเยเมน เพื่อหยุดการโจมตีเรือในทะเลแดง, โจมตีเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธในซีเรีย หลังเหตุโจมตีที่คร่าชีวิตทหารสหรัฐ, การโจมตีทางอากาศในอิรัก สังหารผู้นำระดับสูงของกลุ่มรัฐอิสลาม, ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธในโซมาเลีย, ปฏิบัติการโจมตีร่วมกับรัฐบาลไนจีเรียต่อกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง, ปฏิบัติการทางทหารและทางทะเลในเวเนซุเอลา รวมถึงการจับกุมผู้นำประเทศ นิโกลัส มาดูโร และปฏิบัติการร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นของเอกวาดอร์ ต่อกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย
นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีเรือที่สงสัยว่าเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดจากเวเนซุเอลา, ปฏิบัติการพิเศษที่จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ก่อนนำตัวขึ้นศาลในนครนิวยอร์ก, ร่วมปฏิบัติการทางทหารในเอกวาดอร์ เพื่อต่อต้านกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และยังมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังศึกษาทางเลือกด้านนโยบายต่อรัฐบาลคิวบาด้วย
ไทม์ระบุว่า การใช้กำลังทหารในหลายพื้นที่ภายในช่วงเวลาไม่นาน ทำให้ทรัมป์กลายเป็นผู้นำสหรัฐยุคใหม่ที่สั่งโจมตีประเทศอื่นมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดอาจเป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูง เพราะการล่มสลายของรัฐบาลเตหะรานอาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาค หรือความขัดแย้งภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการเตือนว่าความไม่พอใจของประชาชนอิหร่านต่อรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การปฏิวัติตามที่ทรัมป์พยายามชักจูงได้ง่าย เพราะประชาชนไม่มีอาวุธหรือระบบการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ขณะที่หน่วยความมั่นคงของรัฐยังคงแข็งแกร่ง
หากรัฐบาลอิหร่านยังคงอยู่ต่อไปหรือลงมือปราบปรามการประท้วงอีกครั้ง สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญคำถามสำคัญว่าจะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านหรือไม่
ทรัมป์ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้นั้น โดยยอมรับว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์นั้น อาจยืดเยื้อออกไปกว่านั้นได้
บทวิเคราะห์ของไทม์ทิ้งท้ายว่า แม้ผู้นำประเทศจะสามารถตัดสินใจเริ่มสงครามได้ แต่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส