บทความ : ภาพ “แพม บอนดี” ในถังขยะ สะท้อนอะไร
เพิ่งถูกสั่งปลดพ้นตำแหน่งไม่กี่ชั่วโมง ภาพถ่ายประจำตำแหน่งของ “แพม บอนดี” อดีตรัฐมนตรีว่าการยุติธรรม ก็ถูกโยนทิ้งลงถังขยะ แถมมีการถ่ายภาพออกโพสต์โซเชียล จนเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วด้วย
โดย : ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส
ภาพนี้ ทีมข่าวฯ มองได้ในสองประเด็นใหญ่ๆ
ประเด็นแรกคือเห็นได้ชัดว่า แพม บอนดี “ไม่ได้เป็นที่รัก” ในหมู่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมเลย ดังข่าวที่ปรากฎเรื่อยมาว่าเธอตั้งป้อมไล่เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลเก่า รวมถึงเหล่าอัยการ หรือผู้มีส่วนร่วมในการทำคดี “ก่อจลาจลรัฐสภา“ เพื่อเอาใจทรัมป์แบบไม่แคร์สื่อ
เธอแสดงตัวแบบ “ไม่แอ๊บ” แม้แต่นิดว่าเธอเข้ามาเพื่อ “ปกป้องทรัมป์” ให้พ้นจากความผิดจากทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะคดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ แอปสตีน ซึ่งเธอได้อุทิศตัวเพื่อหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจคำครหาว่าไร้ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นนักกฎหมายแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่หลายคนตัดสินใจลาออก แทนที่จะทำงานแบบไร้ศักดิ์ศรีภายใต้การบริหารของเธอ
ข่าวของ MSNBC อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายรายว่า การรีบปลดภาพประจำตำแหน่งของบอนดีโยนลงถัง ถูกมองว่าเป็น “ผลกรรม” จากเหตุการณ์ในวันแรกที่เธอรับตำแหน่ง แล้วรีบปลดภาพถ่ายของโจ ไบเดน, คามาล่า แฮร์ริส และ เมอร์ริก การ์แลนด์ (อดีต รมว.กระทรวงยุติธรรม) ออกจากผนังแบบไม่มีเหตุอันควร โดยลงมือ “โชว์พาว” ต่อหน้านักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ ด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องด้วย
เธอบอกกับฟ็อกซ์นิวส์ว่าต้องปลดภาพเหล่านั้นด้วยตัวเอง เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานช้า
‘ฉันใช้เวลาแค่ไม่ถึง 30 วินาทีในการเอามันลงจากผนัง’
ประเด็นที่สอง ซึ่งทีมข่าวฯ มองว่าเป็น “ประเด็นใหญ่” จากเรื่องนี้ คือสถานการณ์ “เก้าอี้ร้อน” ที่ทีมงานบริหาร รวมถึงเหล่ารัฐมนตรีของทรัมป์ กำลังนั่งกันอยู่
เพราะในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเครียดมากขึ้นเรื่องฐานเสียงที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ และคะแนนนิยมจากทุกโพล (รวมถึงโพลของฟ็อกซ์นิวส์) ที่ลดลงจนสร้างสถิติใหม่ได้แทบทุกครั้งหลังจากที่เขาเริ่มทำสงครามกับอิหร่านเมื่อ “กว่าเดือน” ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรีของทรัมป์คนอื่นๆ กำลังเสี่ยงที่จะเห็นภาพตัวเองในถังขยะเช่นกัน
The Atlantic วิเคราะห์เรื่องนี้น่าสนใจว่า ที่ผ่านมานั้น ทรัมป์ลังเลที่จะปลดผู้ใต้บังคับบัญชาระดับสูง ที่ถูกครหาว่าเข้ามาแบบไม่เหมาะสม ไม่มีคุณสมบัติ หรือทำงานผิดพลาด เพราะมองว่าเป็นการยอมจำนน หรือเห็นด้วยกับพรรคเดโมแครต และสื่อมวลชนทั่วไป
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อแรงกดดัน “เพียงประการเดียว” ที่ทรัมป์รู้สึก คือคะแนนนิยมของตัวเองที่หดหายไปเรื่อยๆ ทำให้เขาต้อง “พลิกลิ้น” จากที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่ปลดรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม (เพราะมีแผนเตรียมปลดบางคนหลังวันเลือกตั้ง)
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับทำเนียบขาวเปิดเผยกับ The Atlantic ว่า ทรัมป์รู้สึกมั่นใจมากขึ้น หลังกระแสตอบรับต่อการตัดสินใจปลด คริสตี โนม อดีตรัฐมนตรีความมั่นคงภายใน ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีที่ถูกคนอเมริกันเกลียดชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลายเป็นคะแนนบวกอย่างมาก ทั้งจากในและนอกพรรครีพับลิกัน
เชื่อว่านั่นคือความมั่นใจที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจปลด แพม บอนดี เป็นคนต่อไป
เพราะมองได้ว่า รองจาก โนมแล้ว แพม บอนดี น่าจะเป็นรัฐมนตรีของทรัมป์ที่ชาวอเมริกันเกลียดชังมากที่สุด จากพฤติกรรมเอาใจทรัมป์แบบไร้ขอบเขต ตั้งแต่ปลดคนจากรัฐบาลเก่าโดยไม่มีเหตุผล ไปจนถึงท่าทีขณะปกป้องทรัมป์ในระหว่างเข้าให้การกับคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของรัฐสภา
ตอนนี้ยังไม่เห็นผลแน่ชัดว่าการเขี่ยสมุนคนสนิทที่อุทิศตัวให้เขาแบบสุดตัวคนนี้ จะส่งผลบวก หรือลบกับทรัมป์อย่างไร
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คะแนนนิยมของทรัมป์ที่ลดลงต่ำสุดหลังเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน น่าจะทำให้ทรัมป์อยู่ในอาการ “ทุรนทุราย” จนยอมทำทุกทาง เพื่อให้คะแนนนิยมกระเตื้องขึ้นมาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้
The Atlantic สรุปชัดเจนว่า แพม บอนดี ไม่น่าจะเป็นคณะทำงานของทรัมป์คนสุดท้ายที่ถูกสั่งปลดแบบสายฟ้าแลบ แต่เหล่ารัฐมนตรี รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ น่าจะกำลังจ้องโทรศัพท์ของตัวเองอย่างกังวล ว่าจะเป็นคนต่อไปที่จะได้รับข่าวร้ายจากทรัมป์หรือไม่
แหล่งข่าวหลายคนในทำเนียบขาว เปิดเผยว่าทรัมป์และทีมงานกำลังหารือกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับการปลดบุคคลอื่นออกจากตำแหน่งอีก โดยชื่อที่มีการอ้างถึงก็เช่น แคช พาเทล ผู้อำนวยการเอฟบีไอ, แดเนียล ดริสคอลล์ ผู้บริหารกองทัพบก (Secretary of the Army) และ ลอรี ชาเวซ-เดอเรเมอร์ รัฐมนตรีแรงงาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการเอ่ยชื่อของ ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข และโฮเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มคนที่กำลังถูกสาธารณชนด่ารุนแรงทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ที่แม้จะไม่มีชื่อในบทวิเคราะห์ของ The Atlantic แต่น่าจะมองได้ว่าอดีตผู้ประกาศข่าวของฟ็อกซ์คนนี้ มีความ “เสี่ยงสูง” มาก เห็นได้จากคำกล่าวเชิงหยอกเล่นของทรัมป์ ระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อปลายเดือนมีนาคม หลังกระแสต่อต้านสงครามรุนแรงมากขึ้นว่า พีท เฮกเซธ เป็นคนแรกที่แนะนำให้จัดการกับอิหร่าน รวมถึงบอกว่าสงครามจะจบลงอย่างรวดเร็วด้วย
รู้สึกเหมือนเป็นการ “ป้ายยา” หาคนรับผิดชอบต่อการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดเอาไว้ยังไงก็ไม่รู้
ด้วยนิสัยของทรัมป์ ที่เห็นชัดเจนทั่วโลกว่าจะไม่ยอม “ยืดอก” รับความผิดพลาดใดๆ ที่ตัวเองก่ออย่างแน่นอนนั้น
เชื่อเถอะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขาอีกหลายคนจะต้องได้เห็นภาพของตัวเองไปจบลงในถังขยะเช่นกัน...
แค่รอดูว่าใครจะเป็น “รูปต่อไป” ที่ถูกโยนทิ้งเท่านั้น…
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส