ตรวจเข้ม ทำ ”ใบเขียว” เปลี่ยนสัญชาติยากขึ้น
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ผู้ถือกรีนการ์ดในสหรัฐฯ กำลังเผชิญการตรวจสอบเข้ม โดยเฉพาะประเด็น “ความประพฤติ” และการตรวจข้อมูลย้อนหลัง หากพบให้ข้อมูลเท็จ อาจเสี่ยงถูกเนรเทศ
นิวส์วีค รายงานเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026 ว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระบวนการขอ “แปลงสัญชาติ” ของผู้ถือกรีนการ์ด ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS) จะต้องผ่านมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งคุณสมบัติ ประวัติ สัมภาษณ์ และการทดสอบความรู้
คุณสมบัติของผู้ถือกรีนการ์ดที่ต้องการเปลี่ยนสัญชาติคือต้องถือสถานะอย่างน้อย 5 ปี หรือหากเป็นผู้ที่สมรสกับพลเมืองสหรัฐฯ สามารถยื่นได้ภายใน 3 ปี โดยต้องมีถิ่นพำนักต่อเนื่อง และอยู่ในประเทศจริงอย่างน้อย 30 เดือนในช่วง 5 ปี หรือ 18 เดือนในช่วง 3 ปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ “ความประพฤติดี” ซึ่งพิจารณาจากประวัติอาชญากรรม การทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง และการปฏิบัติตามหน้าที่ เช่น การยื่นภาษี รวมถึงพฤติกรรมโดยรวมในชีวิตประจำวัน
ขั้นตอนเริ่มจากยื่นแบบคำร้อง (N-400) ค่าธรรมเนียมประมาณ 710 ดอลลาร์สำหรับออนไลน์ และ 760 ดอลลาร์สำหรับเอกสาร จากนั้นเข้าสู่การเก็บข้อมูลชีวภาพ ตรวจสอบประวัติ สัมภาษณ์ และสอบภาษาอังกฤษ รวมถึงสอบความรู้ด้านประวัติศาสตร์และการปกครอง โดยต้องตอบถูกอย่างน้อย 12 จาก 20 ข้อ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังใช้แนวทางประเมิน “ภาพรวมพฤติกรรม” ของผู้ยื่น ไม่ได้ดูเฉพาะประวัติอาชญากรรม แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชน ความรับผิดชอบต่อครอบครัว การศึกษา ประวัติการทำงาน และการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบแนวคิดที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายหรือแนวคิดต่อต้านสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีคำจำกัดความชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้กฎหมายหลักจะไม่เปลี่ยน แต่การบังคับใช้ที่เข้มขึ้น ทำให้การขอสัญชาติยากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติซับซ้อนหรือข้อมูลไม่สอดคล้องกัน
หากผ่านทั้งหมด ผู้สมัครต้องเข้าพิธีปฏิญาณตน จึงจะได้รับสัญชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมาพร้อมสิทธิเลือกตั้ง ขอหนังสือเดินทางสหรัฐฯ และยื่นขอสถานะให้ญาติได้ โดยกระบวนการทั้งหมด ปัจจุบันจะใช้เวลาหลายเดือนถึงมากกว่า 1 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนหลังกับผู้ที่ผ่านการแปลงสัญชาติแล้ว โดยนิวส์วีคระบุว่า ในปีงบประมาณ 2026 นี้ สำนักงานบริการสัญชาติฯ ได้ส่งคดีเพิกถอนสัญชาติไปยังกระทรวงยุติธรรม เพราะสงสัยว่ามีการฉ้อโกงหรือให้ข้อมูลเท็จมากขึ้นเป็นเดือนละประมาณ 200 คดี เทียบกับช่วงปี 2017–2025 ที่มีคดีลักษณะนี้รวมกันทั้งประเทศเพียงประมาณ 120 คดี.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส