โพลชี้ “แบด บันนี่” เป็นภาพแทนของอเมริกาดีกว่า “ทรัมป์”
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ศิลปินเลือดลาติน “แบด บันนี่" ได้รับแรงหนุนมหาศาลหลังถูก “ทรัมป์” บูลี่ว่าไม่เป็นอเมริกันเพียงพอจะขึ้นโชว์ฮาล์ฟไทม์ ซูเปอร์โบวล์ ถึงขั้นที่อเมริกันส่วนใหญ่มองว่าหนุ่มเปอร์โตริโก้คนนี้ เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของอเมริกาได้ดีกว่าทรัมป์
เดอะฮิลล์ รายงานเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ถึงผลสำรวจของยาฮูร่วมกับยูโกฟ ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในสหรัฐมากกว่า 1,700 คน ระหว่างวันที่ 9–12 กุมภาพันธ์ หลังการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ โดยสอบถามความเห็นต่อการแสดงและสารที่ศิลปินต้องการสื่อ
แม้การแสดงจะถูกวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าเป็นประเด็นการเมือง แต่เนื้อหาหลักเน้นความภาคภูมิใจของผู้อพยพต่อรากเหง้า พร้อมย้ำว่าพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ โดยมีข้อความบนจอว่า “สิ่งที่แข็งแกร่งกว่าความเกลียดชังคือความรัก” และศิลปินยังกล่าวอวยพรประเทศเป็นภาษาอังกฤษ
ผลสำรวจพบว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมซูเปอร์โบวล์ชอบการแสดง มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ 31 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับการที่ศิลปินร้องเพลงเป็นภาษาสเปนทั้งหมด เทียบกับ 11 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เห็นด้วย
เมื่อถามถึงสารเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวกันของเขา ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 60 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย และ 16 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วย
คำถามสำคัญของโพลคือ ใครเป็นตัวแทนอเมริกา (represents US) ได้ดีกว่ากัน ผลปรากฏว่า 42 เปอร์เซ็นต์เลือกแบด บันนี่ มากกว่าทรัมป์ ที่ได้เพียง 39 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ทั้งนี้ ทรัมป์ออกมาโจมตีเอ็นเอฟแอล ที่เลือกศิลปินเลือดลาตินขึ้นเวทีแสดงช่วงฮาล์ฟไทม์ของซูเปอร์โบวล์ ทันทีที่มีการประกาศ อ้างว่าศิลปินอเมริกันคนนี้ไม่เป็นอเมริกันเพียงพอ รวมถึงโจมตีหลังการแสดงว่าเป็นโชว์ที่เหมือน “ตบหน้า” ประเทศอเมริกา เป็นการแสดงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ซูเปอร์โบวล์
ท่าทีของทรัมป์ ทำให้กลุ่มพลังขาวประกาศจัดคอนเสิร์ตทางเลือกในช่วงเวลาเดียวกับโชว์ของ แบด บันนี่ โดยมี คิด ร็อค เป็นศิลปินนำ แต่คอนเสิร์ตทางเลือกสำหรับ “คนอเมริกัน” ในสายตาของทรัมป์ ที่เผยแพร่ทางยูทูป และแพลตฟอร์มอื่นๆ นั้น กลับล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะมีผู้ชมไลฟ์สดเพียง 6 ล้านวิว
ขณะที่โชว์ช่วงฮาล์ฟไทม์ซูเปอร์โบวล์ ของ แบด บันนี่ มียอดผู้ชมเฉพาะในอเมริกาเฉลี่ยราว 128.2 ล้านคน ทำให้เขากลายเป็นศิลปินช่วงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์ที่มีผู้ชมอเมริกันมากเป็นอันดับสี่ในประวัติศาสตร์ รองจาก เคนดริก ลามาร์ (2025), ไมเคิล แจ็คสัน (1993), อัชเชอร์ (2024).
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส