เหมือนหลุดจากหนังไทย : เชฟดัง “โหดจัด” กับลูกทีมในครัว
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : เชฟระดับโลกชี้แจง หลังลูกทีมในครัวหลายสิบคนออกมากล่าวหาถูกดุด่า ล้อเลียน จนถึงทำร้าย เตะถีบและแทง เป็น “ข่าวฉาว” ก่อนเปิดร้าน “ป๊อปอัพ” ที่ซิลเวอร์เลค อันเป็นกิจกรรมที่นักชิมระดับไฮเอ็น ในแอลเอ ตั้งตาคอยเพียงไม่กี่วัน
แอลเอ ไทม์ส รายงานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2026 ว่า เรเน เรดเซปี (René Redzepi) เชฟชื่อดังชาวเดนมาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร Noma ในกรุงโคเปนเฮเกน และถูกยกให้เป็นหนึ่งในเชฟร้านอาหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ได้ออกมาพูดถึงข้อกล่าวหาการทำร้ายพนักงาน หลังจากหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทม์ส เผยแพร่รายงานที่รวบรวมคำให้การของอดีตพนักงานของร้านหลายสิบคน
ร้าน Noma เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2003 และทำให้ เรดเซปี กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารระดับโลก จากแนวคิดการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ การหมักวัตถุดิบ และการปรุงอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งสมัยใหม่
ร้าน Noma ได้รับการจัดอันดับเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกถึง 5 ครั้ง ก่อนที่ เรดเซปี จะประกาศเมื่อปี 2023 ว่าจะยุติการให้บริการในร้านที่โคเปนเฮเกน และเปลี่ยนไปจัดบริการแบบ pop-up ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในธีมฤดูกาล (seasons) ของวัตถุดิบแทน
สำหรับฤดูกาลของร้าน Noma ในลอส แอนเจลิสนั้น จัดขึ้นประมาณ 64 รอบในช่วง 16 สัปดาห์ ระหว่าง 11 มีนาคม ถึง 26 มิถุนายน แต่ละรอบรับแขกเพียง 42 คน เสิร์ฟเมนูหลายคอร์สที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบท้องถิ่น จำหน่ายบัตรในราคา 1,500 ดอลลาร์ต่อคน โดยข่าวบอกว่าบัตรทุกรอบจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียง 60 วินาทีหลังเปิดให้จองเมื่อวันที่ 26 มกราคม
รายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า อดีตพนักงาน 35 คนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานในร้าน Noma รวมถึง เจสัน อิกนาซิโอ ไวต์ อดีตหัวหน้าห้องหมักอาหารของร้าน ซึ่งได้เปิดบัญชีอินสตาแกรมเพื่อเผยแพร่ประสบการณ์เลวร้ายของตัวเองและอดีตพนักงานคนอื่นๆ
อดีตพนักงานจำนวนหนึ่งอ้างว่าพวกเขาเผชิญกับการทำร้ายร่างกาย เช่น การชก เตะ หรือใช้มีดจิ้ม รวมถึงการวิจารณ์และดูถูกรูปร่างลักษณะต่อหน้าคนอื่น และการกดดันทางจิตใจ ในช่วงระหว่างปี 2009 ถึง 2017
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของเชฟเรดเซปี และร้าน Noma ออกมาแก้ต่างว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่สะท้อนสภาพการทำงานในปัจจุบัน เพราะทางร้านได้มีการปรับปรุงระบบหลายอย่าง รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ฝึกงาน การจัดตั้งฝ่ายทรัพยากรบุคคล รวมถึงระบบเวลาทำงานและวันหยุดที่ดีขึ้น
ในโพสต์อินสตาแกรมเมื่อวันที่ 7 มีนาคม เรดเซปี ยอมรับว่าพฤติกรรมบางอย่างในอดีตของเขาอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ร่วมงาน
“แม้ผมจะจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมเห็นพฤติกรรมในอดีตของตัวเองสะท้อนอยู่มากพอที่จะเข้าใจว่า การกระทำของผมทำร้ายคนที่ทำงานร่วมกับผม” เชฟทรงอิทธิพลระดับโลกระบุ และว่า “สำหรับคนที่ได้รับความทุกข์จากการนำทีมของผม การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือความโกรธของผม ผมขออภัยอย่างสุดซึ้ง และผมพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว”
เชฟเรดเซปี ยังอธิบายว่า วัฒนธรรมในครัวที่เขาเคยทำงานมาก่อนจะมีชื่อเสียง ก็เต็มไปด้วยการตะโกน ข่มขู่ การด่าว่าเสียดสีให้อับอาย และความหวาดกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเคยตั้งใจว่าจะไม่ทำกับใคร
“แต่หลังจากเปิด Noma ผมกลับพบว่าตัวเองกลายเป็นเชฟแบบเดียวกับที่ผมเคยสาบานว่าจะไม่เป็น” เขาเขียน
เชฟเรดเซปี ระบุว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เขาเข้ารับการบำบัดทางจิตใจ ลดบทบาทจากการบริหารงานประจำวัน และเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์โกรธให้ดีขึ้นแล้ว
“ผมไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ผมเป็นในตอนนั้นได้ แต่ผมสามารถรับผิดชอบต่อมัน และจะพยายามทำให้ดีขึ้นต่อไป” เขากล่าว
ขณะเดียวกัน เจสัน อิกนาซิโอ ไวต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ออกมาวิจารณ์ เรดเซปี อย่างเปิดเผย บอกว่าเขามีแผนจัดการประท้วงร้านป๊อปอัพของ Noma ในลอส แอนเจลิส โดยได้รับความสนับสนุนจากองค์กรไม่แสวงกำไรด้านสิทธิแรงงาน เพื่อเรียกร้อง “การชดเชยให้กับแรงงานที่ได้รับความเสียหาย” และให้มีการปฏิรูปแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบในอุตสาหกรรมร้านอาหารด้วย
ทั้งนี้ เรื่องราวการทำงานภายใต้แรงกดดันในครัวระดับไฟน์ไดนิ่งตามที่ปรากฎในข่าวนี้ คล้ายกับเนื้อหาในภาพยนตร์ไทยเรื่อง Hunger ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง และติด Top 10 Netflix ในหลายประเทศ หลังออกฉายปี 2023 เพราะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังครัวอาหารหรูที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน และการฝึกฝนอย่างเข้มงวดภายใต้การนำของเชฟผู้ทรงอิทธิพล.
เชฟ เรเน เรดเซปี
|
ภาพยนตร์ไทยเรื่อง Hunger
|
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส