ข่าวคนไทยในอเมริกา
ปากกาลดน้ำหนัก “จีแอลพี-1” อาจช่วยลดการติดยา!

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : นอกจากลดเบาหวาน-ลดน้ำหนักแล้ว ยา “จีแอลพี-1” ยังมีผลลดติดยา-ติดบุหรี่ ได้ด้วย

เว็บไซต์ เดอะคอนเวอร์เซชั่น ซึ่งเน้นการเสนอข่าวและบทความวิเคราะห์เชิงวิชาการจากนักวิชาการทั่วโลก นำเสนอผลวิจัยของนักระบาดวิทยาคลินิก มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในนครเซนต์หลุยส์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2026 ที่พบว่ายากลุ่ม “จีแอลพี-1” ซึ่งใช้รักษาเบาหวานและโรคอ้วนนั้น อาจมีผลช่วยลดความอยากสารเสพติดหลายประเภท ตั้งแต่แอลกอฮอล์ โอปิออยด์ โคเคน ไปจนถึงนิโคติน

ผลวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากกว่า 600,000 คน พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งบอกว่า ความอยากสูบบุหรี่หรืออยากดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้เขียนบทความยกตัวอย่างผู้ป่วยทหารผ่านศึกที่พยายามเลิกบุหรี่มานานกว่าสิบปีว่า หลังเริ่มใช้ยาจีแอลพี-1 เพื่อรักษาเบาหวาน เขากลับหมดความสนใจในบุหรี่ไปเอง โดยไม่ได้ใช้แผ่นแปะนิโคติน หรือกำหนดวันเลิกสูบแบบเป็นขั้นตอน ขณะที่ผู้ป่วยอีกคนที่ใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักบอกว่าแอลกอฮอล์ “หมดเสน่ห์” ไป หลังจากพยายามเลิกดื่มมาหลายปี

หลายคนที่ใช้ยานี้ รายงานว่า “เสียงในหัว” เกี่ยวกับบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด เงียบลง เหมือนที่เคยปรากฎในรายงานของกลุ่มที่ใช้ยาเพื่อลดความอ้วนว่า “เสียงอาหารในหัวเงียบลง”

นักวิจัยอธิบายว่า ฮอร์โมนจีแอลพี-1 ซึ่งเป็นต้นแบบของยากลุ่มนี้ ไม่ได้ทำงานเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร แต่ยังทำงานในสมอง โดยตัวรับของฮอร์โมนชนิดนี้กระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่ควบคุมระบบรางวัล ของสมอง (Brain Reward System) ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ความพึงพอใจ และความเครียด ระบบเดียวกับที่มีบทบาทสำคัญต่อการเสพติด

ยากลุ่มนี้สามารถผ่านกำแพงเลือด-สมอง และลดการทำงานของโดพามีนในศูนย์รางวัลของสมอง ทำให้สารเสพติดต่างๆ ให้ความรู้สึกพึงพอใจน้อยลง

นอกจากนี้ การทดลองในสัตว์หลายชนิดพบผลลัพธ์สอดคล้องกัน เช่น หนูที่ได้รับยาจีแอลพี-1 ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ใช้โคเคนน้อยลง และสนใจนิโคตินลดลง ขณะที่การทดลองกับลิงเวอร์เวต (Vervet Monkey) ซึ่งมีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์คล้ายมนุษย์พบว่าลิงดื่มน้อยลง โดยไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ

เพื่อทดสอบผลในมนุษย์ นักวิจัยจึงวิเคราะห์เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Health Records) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่า 600,000 คนในระบบสาธารณสุขของกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาการเสพติดอยู่แล้ว ยาจีแอลพี-1 สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากการใช้สารเสพติดลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ยาเกินขนาดลดลง 39 เปอร์เซ็นต์ การเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดลดลง 26 เปอร์เซ็นต์ และความพยายามฆ่าตัวตายลดลง 25 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้ยังดูเหมือนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการเสพติดใหม่ ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติใช้สารเสพติด ผู้ที่ใช้ยาจีแอลพี-1 มีความเสี่ยงเกิดความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 18 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงการใช้โอปิออยด์ลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงการพึ่งพาโคเคนหรือนิโคตินลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยระบุว่า หากผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนภาพในระดับประชากร การใช้ยาจีแอลพี-1 ซึ่งมีผู้ใช้หลายสิบล้านคนทั่วโลก อาจช่วยลดการเสียชีวิต การใช้ยาเกินขนาด และการเกิดการเสพติดรายใหม่ได้หลายพันกรณีในแต่ละปี

หลักฐานจากการศึกษาอื่น ๆ ก็ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน เช่น งานวิจัยทั่วประเทศสวีเดนที่ติดตามผู้ติดแอลกอฮอล์ 227,000 คน พบว่าผู้ที่ใช้ยาจีแอลพี-1 มีความเสี่ยงเข้ารักษาในโรงพยาบาลจากแอลกอฮอล์ลดลง 36 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ายาที่ใช้รักษาโรคติดแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่ายากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาการเสพติด และยังมีคำถามสำคัญหลายประเด็น เช่น หากหยุดใช้ยา ความอยากเสพติดจะกลับมา (เหมือนกับที่ความอยากอาหารกลับมา) หรือไม่ รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อแรงจูงใจและการทำงานของสมอง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากการทดลองทางคลินิกในอนาคตยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ ยากลุ่มจีแอลพี-1 อาจกลายเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการรักษาการเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ยังขาดวิธีรักษาที่ได้ผลในวงกว้างมานานหลายทศวรรษ.




 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :

Detail :




ฉบับที่
643
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข