รายงานของ Newsweek ระบุว่า นับจากวันที่ 10 เมษายน 2026 เป็นต้นไป สหภาพยุโรปได้เริ่มใช้ระบบ Entry/Exit System (EES) อย่างเต็มรูปแบบกับนักท่องเที่ยวจากประเทศนอกกลุ่มสหภาพยุโรปทั้งหมด โดยระบบใหม่จะยกเลิกการประทับตราพาสปอร์ต และเปลี่ยนเป็นการเก็บข้อมูลไบโอเมตริก เช่น ลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า พร้อมบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกประเทศในระบบดิจิทัล
มาตรการดังกล่าว จะใช้ในประเทศเขตเชงเก้น (Schengen) รวม 29 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน อิตาลี โปรตุเกส และกรีซ โดยใช้กับนักเดินทางนอกสหภาพยุโรปที่เข้าพักระยะสั้นไม่เกิน 90 วันในช่วง 180 วัน ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกันที่ไม่ต้องขอวีซ่า
ระบบนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการปลอมแปลงตัวตน ติดตามผู้พำนักเกินกำหนด และคัดกรองความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยข้อมูลจะถูกแชร์ระหว่างประเทศได้ทันที ต่างจากระบบปั๊มตราแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มใช้งาน มีรายงานว่าผู้โดยสารต้องรอคิวนานขึ้น โดยบางสนามบินใช้เวลาสูงสุดถึง 2 ชั่วโมงในช่วงเร่งด่วน เนื่องจากต้องลงทะเบียนข้อมูลไบโอเมตริกครั้งแรก ขณะที่เที่ยวถัดไปจะใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อลดเวลา
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นักเดินทางเผื่อเวลาเพิ่ม ตรวจสอบพาสปอร์ตให้พร้อม และเตรียมรับการสแกนนิ้วมือและใบหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยคาดว่าระบบใหม่นี้จะทำให้ยุโรปเข้าสู่ยุคการควบคุมชายแดนแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ขณะนี้ ไอร์แลนด์และไซปรัส ยังไม่เข้าร่วมระบบดังกล่าว และยังคงใช้การตรวจพาสปอร์ตแบบเดิม.