ข่าวคนไทยในอเมริกา
บทความ : เมื่อ “ลมใต้ปีก” ของทรัมป์เปลี่ยนทิศ

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 เว็บไซต์ข่าวเชิงวิเคราะห์ the Atlantic รายงานว่าผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนใจ หลังค่าครองชีพพุ่งและสงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ กระทบความนิยมอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อศึกเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปีนี้

โดย : ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส

บทความเริ่มต้นโดยการพูดถึงบรรยากาศในรัฐอริโซนา ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันสำคัญของทั้งสองพรรค โดยบอกว่าประชาชนเริ่มไม่พอใจต่อภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มากขึ้น

โทมัส มอนโตยา พ่อค้ารถขายอาหาร (ฟู้ดทรัค) ซึ่งเคยลงคะแนนให้ทรัมป์ในปี 2024 บอกว่า ต้นทุนธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่สูงถึงประมาณ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ยอดขายกลับลดลง จนถึงขั้นอาจต้องยกเลิกการเดินสายขายตามงานเทศกาลในแคลิฟอร์เนีย อย่างที่เคยทำในช่วงฤดูร้อนปีนี้

มอนโตยาบอกด้วยว่า เห็นข่าวทรัมป์และทีมงานออกมากล่าวอ้างบ่อยๆ ว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เขาและคนรอบตัวกลับ “กำลังลำบาก” และบอกว่าไม่พอใจกับการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสวนทางกับคำสัญญาเดิมที่ว่าจะยุติสงครามและฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ

The Atlantic บอกว่าความรู้สึกเช่นนี้ พบในผู้สนับสนุนทรัมป์จำนวนมากในอริโซน่า บางคนถึงกับบอกว่า “สำนึกผิดแล้ว” กับการตัดสินใจลงคะแนนให้ทรัมป์เมื่อปี 2024

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกหลายรายแสดงความเห็นว่า ราคาสินค้าทุกอย่างเพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมัน เนื้อสัตว์ และอาหารทั่วไป ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางคนถึงขั้นออกจากบ้านน้อยลง เพราะค่าเดินทางแพงขึ้น

หญิงวัย 61 ปีรายหนึ่งในรัฐอริโซนา ระบุว่าเธอมีฐานะทางการเงินแย่ลงกว่าช่วงปี 2024 ทั้งที่เคยเชื่อว่าทรัมป์จะช่วยลดค่าครองชีพได้ พร้อมย้ำว่าสงครามกับอิหร่านเป็น “จุดแตกหัก” ที่ทำให้เธอหมดความเชื่อมั่นในตัวทรัมป์

ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็น “คนรุ่นใหม่” บางส่วนก็ออกมาแสดงความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลทรัมป์มากขึ้น โดยมองว่านโยบายด้านความมั่นคงกำลังนำประเทศเข้าสู่ความเสี่ยง

กระแสไม่พอใจยังลามไปถึงกลุ่มสื่อ และผู้มีอิทธิพลฝั่งอนุรักษนิยม ซึ่งเคยเป็นฐานสนับสนุนสำคัญของทรัมป์ ที่พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขาในหลายประเด็น ทั้งนโยบายต่างประเทศ ผู้อพยพ และพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย

สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ “สายขวา” หลายราย อาทิ ทักเกอร์ คาร์ลสัน, เมเก้น เคลลี อเล็กซ์ โจนส์ และ แคนเดซ โอเวนส์ ต่างกลับลำออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะกรณีสงครามกับอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าขัดกับแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่เคยใช้หาเสียง

บุคคลเหล่านี้ตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันว่าการพาประเทศเข้าสู่สงครามแบบหุนหันพลันแล่น และไม่มีแผนหรือทางออกรองรับของทรัมป์นั้น ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของชีวิตทหารอเมริกัน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะทำให้ราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูงขึ้น และว่าพฤติกรรมของทรัมป์ “สวนทาง” กับสิ่งที่ผู้สนับสนุนคาดหวัง 

เมเก้น เคลลี เปิดหน้าถามทรัมป์ตรงๆ ว่า “ทำไมคนอเมริกันต้องไปตายในสงครามนี้?”

นอกจากนี้ รายงานของ the Atlantic ยังชี้ถึงการโพสต์ภาพ “เยซูทรัมป์” และการกล่าวจาบจ้วงพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 อย่างต่อเนื่องว่าส่งผลให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมสายศาสนา ซึ่งเป็นฐานเสียงที่เคยสนับสนุนทรัมป์อย่างเหนียวแน่น เกิดความไม่พอใจอย่างมาก

ข้อมูลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจากค่าเฉลี่ยโพลหลายสำนัก ก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยคะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 ขณะที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งสำคัญ เช่น คนรุ่นใหม่ ชาวลาติโน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สังกัดพรรค แม้แต่ฐานเสียงเดิมของทรัมป์ อย่าง “คนผิวขาวที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย” รวมถึงบรรดาเกษตรกรในย่านกสิกรรมของภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ ก็เริ่มเปลี่ยนท่าที ลดการสนับสนุนทรัมป์ลงอย่างเห็นได้ชัด

ความไม่พอใจดังกล่าวเริ่มกระทบการระดมทุนของพรรครีพับลิกัน ทั้งผู้บริจาครายใหญ่และผู้สนับสนุนรายย่อยที่บริจาคน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดหลังทรัมป์เปิดสงครามกับอิหร่าน

ที่สำคัญ โพลหลายสำนัก เช่น รอยเตอร์ส/อิปซอส และวอชิงตันโพสต์-เอบีซี พบเหมือนกันว่า ผลกระทบจากการทำงานของทรัมป์ กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต บอกว่าจะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอม สูงกว่าฝ่ายรีพับลิกันอย่างชัดเจน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดว่า ‘แนวร่วมทางการเมือง’ ที่เคยเป็น “ลมใต้ปีก” หนุนส่งโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งปี 2024 กำลังแปรเปลี่ยนเป็นพายุ พัดกระหน่ำให้โอกาสคว้าชัยของพรรครีพับลิกัน ร่วงกระแทกพื้นแบบหมดทางฝืน…

บทวิเคราะห์ของ the Atlantic รวมถึงข่าวคราวที่ปรากฎในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมข่าวฯ ได้ข้อสรุปว่า... กลุ่มที่สนับสนุนทรัมป์ “ด้วยเหตุผล” ต่างเห็นแล้วซึ่งสัจธรรม ว่าทรัมป์ไม่ได้เข้ามาเพื่อพวกเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มศาสนา ซึ่งอยากคานกระแส “ซ้ายสุดโต่ง” ในหลายรัฐเดโมแครต หรือกระทั่งประชาชนทั่วไปที่เชื่อคำหาเสียงว่าเศรษฐกิจดีขึ้นกว่าสมัยรัฐบาลเดโมแครต

ดังนั้น ฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ จึงน่าจะยังเหลืออยู่เพียงสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่ม “มาก้า” ที่คำว่า “เฟกนิวส์” ของทรัมป์สามารถปิดกั้นได้ทุกอย่าง กระทั่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับกลุ่ม “เหยียดผิว” ที่ยึดถือทรัมป์เหมือนศาสดาเท่านั้น…



(ซ้ายไปขวา) ทักเกอร์ คาร์ลสัน กับ เมเก้น เคลลี สองอดีตผู้ประกาศข่าวของฟ็อกซ์ ปัจจุบันเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ทรงอิทธิพลของฝั่งอนุรักษ์นิยม, อเล็กซ์ โจนส์ นักจัดรายการและผู้ก่อตั้งสื่อทางเลือกสายขวา, แคนเดซ โอเวนส์ – นักวิจารณ์การเมืองและอินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษนิยม อดีต "ลมใต้ปีก" ทรัมป์ ที่กำลังกลายเปิดศึก "วิวาทะ" กับทรัมป์อย่างรุนแรง



 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :

Detail :




ฉบับที่
643
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข