บทความ : ว่าด้วยทฤษฎีสมคบคิด กับ “การลอบสังหารทรัมป์”
แม้จะไม่มีหลักฐานสนับสนุนใดๆ แต่ทั้งกลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายในอเมริกา กำลังแพร่กระจาย “ทฤษฎีสมคบคิด” ว่าความพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพียง “การจัดฉาก” เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น
โดย: ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส
กระแสดังกล่าวร้อนแรงขึ้นหลังเกิดเหตุชายจากแคลิฟอร์เนีย พกอาวุธบุกงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 โดยเพียงไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ โลกโซเชียลก็ “กระหึ่ม” ไปด้วยข้อความกล่าวหาว่าทรัมป์ “จัดฉาก” ลอบสังหารให้ตัวเอง
ผู้คนจำนวนมากเชื่อแบบนั้นเพราะสองสาเหตุใหญ่
หนึ่งคือทรัมป์ไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงของสมาคมนักข่าวสายทำเนียบมาก่อน
สองคือเขาออกมาพูดทันทีว่าเหตุการณ์นี้ ยืนยันถึงความจำเป็นที่เขาต้องสั่งทุบปีกตึกฝั่งตะวันออกของทำเนียบขาว เพื่อสร้างห้องบอลรูมหรู
“เหตุการณ์เมื่อคืน คือเหตุผลอย่างชัดเจนว่าทำไมจึงต้องสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ ปลอดภัย และมีระบบรักษาความมั่นคงในพื้นที่ของทำเนียบขาว” ทรัมป์บอก
ไม่กี่วันต่อมา บรรดารีพับลิกันในสภาสูงก็ได้แถลงถึงร่างกฎหมายงบประมาณด้านความมั่นคงฯ สนับสนุนภารกิจของกระทรวงความมั่นคงภายใน (โฮมแลนด์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมูลค่ากว่าเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องถึงปี 2029
โดยประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์ของงบประมาณก้อนมหาศาลนี้ จะถูกใช้สำหรับติดตั้งระบบความปลอดภัยของโครงการห้องบอลรูมในทำเนียบขาวของทรัมป์
ความแคลงใจกับเหตุลอบสังหารในกรุงวอชิงตัน ดีซี ทำให้ผู้คนจำนวนมาก มองย้อนกลับไปถึงเหตุลอบยิงทรัมป์ที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ระหว่างการหาเสียงเมื่อปี 2024 ที่โลกเริ่มเลือนๆ ไปแล้วว่าเหตุลอบสังหารครั้งนั้น ก็ “น่าสงสัย” ไม่น้อยไปกว่าครั้งนี้เช่นกัน
ประเด็นที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริง น่าจะมาจากภาพของทรัมป์ชูกำปั้น เลือดอาบหน้า ตะโกน “fight, fight, fight” ซึ่งกลายเป็นเคมเปญหาเสียงที่มี “อานุภาพ” รุนแรง และนำพาทรัมป์ลอยลำเข้าทำเนียบขาวได้อีกครั้ง
นักทฤษฎีสมคบคิดบางคนอ้างว่า ภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว “สมบูรณ์แบบเกินไป” อีกทั้งคลิปเหตุการณ์ในช่วงนั้น มีภาพที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทรัมป์ เรียกช่างภาพมา “รอ” ในตำแหน่งที่กำหนด แถมยังมีการลดธงชาติลงมาเป็นฉากหลังขณะทรัมป์ชูกำปั้นด้วย
แต่ประเด็นใหญ่กว่านั้นคือบาดแผลจากกระสุนขนาด .223 เรมิงตัน หรือ 5.56x45 มม. นาโต้ ซึ่งเป็นกระสุนแรงสูงของปืนตระกูล AR-15 บนใบหูของทรัมป์นั้น ถูกเจ้าหน้าที่แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ มองอย่างแคลงใจ
บ้างว่าหายเร็วเกินไป บ้างก็ว่าไม่มีร่องรอยปรากฎให้เห็น ทั้งที่ใบหูเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถ “งอกใหม่” ได้ ฯลฯ
แต่ “ความแคลงใจ” ก็ยังเป็นแค่ “ความแคลงใจ” เพราะไม่ว่าจะพยายามหาหลักฐานการจัดฉากอย่างไร กลุ่มที่ไม่เชื่อก็ไม่พบหลักฐานใดมาสนับสนุนข้อกล่าวหาเหล่านี้ได้
สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ยืนยันว่า มือปืนในเหตุการณ์ที่บัตเลอร์ ลงมือเพียงลำพัง และไม่พบหลักฐานของแผนสมคบคิด แต่จนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถอธิบายแรงจูงใจได้อย่างชัดเจน
บรรดานักวิจารณ์การเมืองหลายคนให้เหตุผลว่า สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากแคลงใจกับเหตุร้ายดังกล่าว เป็นเพราะข้อมูลที่เหมือนถูกปิดบังรายละเอียดในช่วงแรก ทำให้เกิดการ “เติมช่องว่าง” ด้วยข้อสันนิษฐานของตัวเอง จนเกิดทฤษฎีสมคบคิดแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์
โจเซฟ อูซินสกี ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยไมอามี ซึ่งศึกษาทฤษฎีสมคบคิดในอเมริกา มองว่า คนที่เชื่อแนวคิดลักษณะนี้ มักมองว่า “มีแผนลับซ่อนอยู่ทุกที่” โดยเปรียบเทียบกับการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ที่แม้รัฐบาลจะเปิดเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมหาศาลมานานหลายสิบปี แต่คนจำนวนมากก็ยังเชื่อว่ามี “เบื้องหลัง” ซ่อนอยู่เช่นเดิม
และในกรณีของทรัมป์นั้น ความ “แคลงใจ” ต่อเหตุการณ์ลอบสังหาร ที่ลามออกจากกลุ่มที่เชื่อทฤษฎีสมคบคิดมายังผู้คนทั่วไปนั้น ถูกมองว่ามาจากความ (ไม่) น่าเชื่อถือของทรัมป์เองตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทรัมป์มักถูกวิจารณ์เรื่องการพูดข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริง เปลี่ยนจุดยืน กลับคำพูดบ่อย และใช้ถ้อยคำเกินจริงทางการเมืองตลอดเวลา รวมถึงเป็น “นัมเบอร์วัน” ในแง่การสนับสนุน เผยแพร่ หรือขยายทฤษฎีสมคบคิดบางเรื่องที่เกี่ยวกับบารัก โอบาม่า ฮิลลารี คลินตัน และเหล่าผู้นำของเดโมแครตทั้งหลาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระบุว่า เมื่อบุคคลสาธารณะมีประวัติเรื่องความน่าเชื่อถือ ย่อมทำให้ประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัยได้ง่าย
ขณะเดียวกัน ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส มองว่าความนิยมในการรับรู้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียของผู้คนในยุคปัจจุบัน ทำให้ข่าวจริง ข่าวลือ คลิปไวรัล และความคิดเห็นส่วนตัว ถูกเผยแพร่ปะปนกันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนเอนเอียงไปกับข้อมูลตาม “อคติทางการเมือง” ของตัวเอง มากกว่าข้อเท็จจริง.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส