เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2026 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนสัญชาติของผู้อพยพที่แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันแล้ว 12 ราย โดยกล่าวหาว่าได้สัญชาติมาโดยปกปิดข้อมูลสำคัญ ให้ข้อมูลเท็จ หรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง
ผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 12 คนประกอบด้วย
อาลี ยูซิฟ อาห์เหม็ด อัล-นูรี ชาวอิรัก อดีตผู้นำอัลกออิดะห์ ที่ถูกกล่าวหาสังหารตำรวจอิรัก 2 นาย,
ออสการ์ อัลเบอร์โต เปลาเอซ นักบวชคาทอลิกชาวโคลอมเบีย ที่ถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก 13 กระทง,
คาลิด อูอัซซานี ชาวโมร็อกโก ที่ถูกกล่าวหาสนับสนุนอัลกออิดะห์,
ซาลาห์ ออสมาน อาห์เหม็ด ชาวโซมาเลีย ที่ถูกกล่าวหาสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย,
บาบูคาร์ เอ็มบูบ อดีตตำรวจทหารแกมเบีย ที่ถูกกล่าวหาสังหารนายทหารร่วมกองทัพ 6 นาย,
เควิน โรบิน ซัวเรซ ชาวโบลิเวีย ที่ถูกกล่าวหาสมคบลักลอบค้าอาวุธปืน,
อับดูโวซิต ราซิคอฟ ชาวอุซเบกิสถาน ที่ถูกกล่าวหาจัดการแต่งงานลวงเพื่อขอกรีนการ์ด,
อับดัลลาห์ ออสมาน ชีค อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เกิดในเคนยา ซึ่งถูกกล่าวหาครอบครองภาพลามกเด็ก,
เดบาชิส โกช นักธุรกิจชาวอินเดีย ที่ถูกกล่าวหาฉ้อโกงนักลงทุนหลายล้านดอลลาร์,
วิกเตอร์ มานูเอล โรชา ชาวโคลอมเบีย ที่ถูกตัดสินคดีจารกรรมข้อมูลให้รัฐบาลคิวบา,
ปิน เหอ ชาวจีน และจอร์จ โอยาคิเร ชาวไนจีเรีย ซึ่งถูกกล่าวหาใช้ตัวตนปลอมเพื่อขอสัญชาติอเมริกัน
ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ รัฐบาลสามารถเพิกถอนสัญชาติของผู้ที่แปลงสัญชาติได้ หากพิสูจน์ได้ว่าได้สัญชาติมาโดยผิดกฎหมาย หรือได้มาโดยการปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ หรือให้ข้อมูลเท็จโดยเจตนา
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผลักดันมาตรการนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเพิ่มการเนรเทศผู้อพยพ โดยข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ระหว่างปี 1990-2017 สหรัฐฯ ใช้มาตรการเพิกถอนสัญชาติเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 12 คดี ขณะที่ระหว่างปี 2017 ถึง 2022 ซึ่งเป็นสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ตัวเลขเพิ่มเป็นประมาณ 40 คดีต่อปี
กระทรวงยุติธรรม ระบุว่ายังมีผู้ที่ได้สัญชาติมาโดยมิชอบอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งฟ้อง โดยกระทรวงจะใช้ “ทุกเครื่องมือทางกฎหมาย” เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลซึ่ง “ไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นพลเมืองสหรัฐฯ” เหล่านี้.