เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดร่วมกันในสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา มีผู้เข้าชมการแข่งขันในสนามรวม 4,644,549 คน หลังสิ้นสุดการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม 72 นัด ทำลายสถิติเดิมกว่า 3.5 ล้านคน ที่ทำไว้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1994 ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐฯ เช่นกัน
ฟีฟ่าระบุว่า เกมเปิดสนามเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ระหว่างทีมชาติเม็กซิโกกับทีมชาติแอฟริกาใต้ ที่สนามเม็กซิโก ซิตี้ สเตเดียม มีผู้เข้าชมประมาณ 201,500 คน ถือเป็นนัดที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ยังเป็นครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม ทำให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยในรอบแบ่งกลุ่มมีนักเตะ 1,248 คน จาก 48 ประเทศ ลงแข่งขัน และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน การแข่งขันได้เข้าสู่รอบน็อกเอาต์อย่างเป็นทางการ
ฟีฟ่าแถลงว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้รวบรวมประเทศ นักกีฬา และแฟนบอลจากทั่วโลกมากกว่าที่เคย ทำให้การแข่งขัน 72 นัดใน 16 เมืองเจ้าภาพ กลายเป็นมหกรรมฟุตบอลระดับโลกที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความทรงจำ
นอกจากสถิติผู้ชมแล้ว ฟีฟ่ายังเปิดเผยข้อมูลว่า แฟนบอลรับประทานฮอตดอกรวมประมาณ 300,000 ชิ้น ตลอดการแข่งขัน 72 นัดแรก โดยหากนำฮอตดอกทั้งหมดมาต่อเรียงกัน จะมีความยาวประมาณ 28 ไมล์ หรือประมาณ 45 กิโลเมตร
ลอส แอนเจลิส เป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพหลักของการแข่งขัน โดยสนามโซไฟ สเตเดียม ซึ่งฟีฟ่าใช้ชื่อว่า ลอส แอนเจลิส สเตเดียม ได้จัดการแข่งขันไปแล้ว 5 นัด และยังเหลืออีก 3 นัดก่อนปิดฉากทัวร์นาเมนต์
นัดต่อไปที่สนามลอส แอนเจลิส สเตเดียม จะเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติสเปนกับทีมชาติออสเตรีย ในวันที่ 2 กรกฎาคม ขณะที่ทีมชาติสหรัฐฯ จะพบกับทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก.