ผลวิเคราะห์เชิงลึกของซีเอ็นบีซี จากเอกสารเปิดเผยทรัพย์สินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยื่นต่อสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Office of Government Ethics หรือ OGE) และเอกสารของบริษัท และข้อมูลตลาดจากบริษัทข้อมูลและวิเคราะห์ด้านการเงินและการลงทุน FactSet พบว่า หุ้นน้ำมันและก๊าซ 9 รายการใหญ่ที่สุดในพอร์ตของทรัมป์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.5 ล้านถึง 4.4 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ปิดตลาดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ หนึ่งวันก่อนสงครามเริ่มขึ้น จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม
หุ้นทั้ง 9 บริษัท ได้แก่ Chevron, ConocoPhillips, Exxon Mobil, Kinder Morgan, Marathon Petroleum, Occidental Petroleum, Phillips 66, Valero Energy และ Williams Companies โดยข้อมูลรัฐบาลกลางที่ซีเอ็นบีซีตรวจสอบพบว่า บัญชีลงทุนของทรัมป์มีการซื้อขายหุ้นเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน รวมถึงการขายอย่างน้อย 23 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นบีซีระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่าทรัมป์ หรือผู้จัดการการเงินของเขาใช้ข้อมูลวงใน ซึ่งยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะในการตัดสินใจซื้อขาย อีกทั้งไม่พบหลักฐานว่าทรัมป์เป็นผู้สั่งซื้อขายด้วยตัวเอง อีกทั้งไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าการถือครองหุ้นเหล่านี้ของทรัมป์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา
ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของทรัมป์ เป็นประเด็นที่ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธตลอดมา ล่าสุด เดวิส อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาวย้ำอีกครั้งว่าทรัมป์และสมาชิกครอบครัว ไม่มีอำนาจสั่งการ มีอิทธิพล หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีการลงทุนและจังหวะซื้อขายหลักทรัพย์ เพราะได้มอบการตัดสินใจทั้งหมดกับหน้าที่ของผู้จัดการลงทุนอิสระไปแล้ว
อย่างไรก็ดี กลุ่มตรวจสอบจริยธรรมตั้งข้อสังเกตว่า บัญชีลงทุนที่เปิดให้ผู้จัดการตัดสินใจซื้อขายแทนเจ้าของ ไม่เหมือนกับ blind trust ที่เจ้าของไม่รับรู้รายละเอียดการลงทุน โดยสก็อตต์ เกรย์แทค รองผู้อำนวยการ Transparency International U.S. (องค์กรภาคประชาสังคมด้านต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งเสริมความโปร่งใส และตรวจสอบความรับผิดชอบของภาครัฐและธุรกิจ) กล่าวว่า แม้ผู้อื่นจะเป็นผู้ซื้อขายแทน แต่ทรัมป์ยังทราบผลการซื้อขาย และการเคลื่อนไหวของเงินลงทุนในธุรกิจพลังงาน
ซีเอ็นบีซียังพบว่า จังหวะการซื้อขายหุ้นบางครั้งเกิดขึ้นใกล้กับเหตุการณ์สำคัญในสงครามอิหร่าน เช่น วันที่ 2 มีนาคม ซึ่งเป็นวันซื้อขายแรกหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีผู้นำอิหร่าน บัญชีของทรัมป์ซื้อหุ้นบริษัทพลังงานรายใหญ่ 8 แห่ง รวมถึงหุ้น Exxon มูลค่าสูงสุดถึง 250,000 ดอลลาร์
ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม หลังทรัมป์เลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านที่เคยขู่ไว้ ราคาน้ำมันดิบลดลงเกือบ 11 เปอร์เซ็นต์ และบัญชีของเขามีรายงานการซื้อหุ้นพลังงาน 16 ครั้ง โดยไม่มีการขาย
อีกกรณีเกิดขึ้นวันที่ 7 เมษายน เมื่อบัญชีหนึ่งขายหุ้น Exxon มูลค่าระหว่าง 500,001 ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ประมาณสองชั่วโมงครึ่งหลังตลาดปิด ทรัมป์จะประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเมื่อเปิดตลาดเช้าวันรุ่งขึ้น หุ้น Exxon ลดลงมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์
ด้านผลประกอบการ บริษัทพลังงานทั้ง 9 แห่งในพอร์ตของทรัมป์มีกำไรรวมในไตรมาสสอง 47.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าจาก 15.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดโมแครตในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสประเมินว่า พอร์ตลงทุนด้านพลังงานทั้งหมดของทรัมป์อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุด 15.5 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นจากสงครามทำให้ครัวเรือนอเมริกันมีค่าใช้จ่ายเพิ่มรวมประมาณ 71.5 พันล้านดอลลาร์.
#สยามทาวน์ #Siamtown #คนไทยในต่างแดน #คนไทยในอเมริกา #คนไทยในแอลเอ #โดนัลด์ทรัมป์ #Trump #อิหร่าน #สงครามอิหร่าน #หุ้นน้ำมัน #พลังงาน