ชี้ข้อเสนอ “ซื้อเสียง” ห้าพันเหรียญของทรัมป์ ไม่ผิดกฎหมาย
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ทรัมป์ประกาศชัด หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้ง “มิดเทอม” ปลายปีนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทุกคน คนละ 5,000 ดอลลาร์ แม้จะรู้ว่าเป็นแค่คำโกหก แต่ก็ถามกันกระหึ่ม เอาผิดฐาน “ซื้อเสียง” ไม่ได้อีกหรือ
หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะแจกเงินชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่คนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอม ในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างการประชุมใหญ่ของพรรคในรัฐเท็กซัสเมื่อคืนวันพุธที่ 9 กันยายน 2026 ประเด็นนี้ก็ได้กลายเป็น “เรื่องร้อน” ของประเทศไปทันที
ทรัมป์บอกแต่เพียงว่าเงินจำนวนนี้จะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้อธิบายว่าจะตรวจสอบหรือบังคับใช้เงื่อนไขดังกล่าวอย่างไร หรือจะนำเงินที่คำนวณว่าจะมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์นั้นมาจากไหน
ในสายตาของนักวิจารณ์การเมืองทั่วไป แม้จะเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเพียงคำโกหกของทรัมป์ แบบเดียวกับที่เคยเสนอแจกเช็คคนละ 2,000 ดอลลาร์ โดยจะนำเงินจากรายได้ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกมาใช้ก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าข้อเสนอนี้ เข้าข่ายซื้อเสียง ซึ่งผิดกฎหมายหรือไม่
บีบีซี นำเสนอบทความในประเด็นนี้ โดยอ้างความเห็นของนักวิชาการหลายคน เช่น ดร.โจน มาโฮนีย์ อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ให้ความเห็นว่าแม้จะฟังดูคล้ายการติดสินบน แต่สิ่งที่ทำให้ทรัมป์หลุดพ้นปัญหาคือการบอกว่าจะจ่ายให้กับทุกคน หากรีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง ไม่ได้เลือกจ่ายเฉพาะคนที่ลงคะแนนให้พรรครีพับลิกัน
“ถ้าทรัมป์พูดว่า ‘เลือกพรรครีพับลิกัน แล้วคุณจะได้เงิน’ นั่นจึงเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะมันคือการติดสินบนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ดร.มาโฮนีย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ลอเรล แรปป์ ผู้อำนวยการโครงการสหรัฐฯ และอเมริกาเหนือของสถาบัน Chatham House ให้ความเห็นต่างออกไป โดยบอกกับบีบีซีว่า ข้อเสนอของทรัมป์ดูเป็น “ข้อตกลงแบบแลกเปลี่ยนโดยตรง” มากกว่าคำมั่นหาเสียงในลักษณะที่ผู้สมัครมักใช้กัน
นอกจากคำถามเรื่องกฎหมายแล้ว ยังมีข้อสงสัยว่ารัฐบาลจะสามารถจ่ายเงินจริงได้หรือไม่ ท่ามกลางหนี้ของประเทศที่เพิ่มขึ้นจนทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่าเจ็ดเดือน
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 270 ล้านคน หากจ่ายคนละ 5,000 ดอลลาร์ จะใช้งบประมาณประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าประเทศไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะทำเช่นนั้นได้
ประเด็นนี้ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ หลังจบการปราศรัยของทรัมป์ว่าเงินดังกล่าว มาจากรายได้ภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บได้
เอริกา ยอร์ก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Tax Foundation ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์ บีบีซี แย้งคำอธิบายของแวนซ์ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 สหรัฐฯ มีรายได้จากภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากประเทศคู่ค้าได้ประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ถือว่า “ห่างไกล” จากจำนวนเงินที่ต้องใช้ หากคำประกาศของทรัมป์เป็นจริง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องคืนเงินภาษีการค้าดังกล่าวอีกกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อต้นปีนี้ว่าทรัมป์ใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีแบบผิดกฎหมาย และให้คืนภาษีศุลกากรจำนวนมากที่เรียกเก็บด้วย
ยอร์กยังกล่าวด้วยว่าเธอจะ “ประหลาดใจอย่างมาก” หากสภาคองเกรสอนุมัติข้อเสนอนี้ ต่อให้เสียงข้างมากหลังการเลือกตั้งมิดเทอม จะยังคงเป็นของรีพับลิกันต่อไปก็ตาม
"การนำเงิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์มาใช้ในลักษณะนี้จะเป็นหนึ่งในวิธีใช้เงินที่แย่ที่สุด ขณะที่ฐานะการคลังของสหรัฐฯ อยู่ในเส้นทางที่ไม่ยั่งยืน และการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ยอร์กกล่าว
และเมื่อบีบีซีสอบถามไปยังทำเนียบขาวถึงความเป็นไปได้และความชอบธรรมของโครงการนี้ กลับถูกเดวิส อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาวตอบว่าเป็นคำถามของผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย และต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์
“ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประชาชนอเมริกัน ทรัมป์จะยังคงสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมต่อไป” โฆษกทำเนียบขาวกล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอแจกเงินให้เปล่าโดยไม่ผูกกับเหตุฉุกเฉินหรือมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการแจกเงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กับพรรครีพับลิกัน กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะคะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากความไม่พอใจของประชาชน ทั้งเรื่องจริยธรรม การมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่มีการปิดบัง รวมถึงการสงครามกับอิหร่านที่ส่งผลกระทบกับราคาพลังงานและค่าครองชีพประชาชน.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส