นิวส์วีก รายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 โดยอ้างการวิเคราะห์ของ Greenback Expat Tax Services บริษัทที่ให้บริการด้านภาษีแก่ชาวอเมริกันในต่างประเทศ ซึ่งนำข้อมูลรายชื่อที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่ใน Federal Register มาวิเคราะห์แนวโน้มการสละสัญชาติ พบว่าในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด มีรายชื่อผู้สละสัญชาติสหรัฐฯ และผู้ถือกรีนการ์ดระยะยาวที่ยุติสถานะมากถึง 5,790 ราย สูงที่สุดในรอบ 6 ปี
เฉพาะช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน มีรายชื่อ 1,781 ราย เพิ่มขึ้นถึง 68.5 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ยอดครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 3,243 ราย เพิ่มขึ้น 38.5 เปอร์เซ็นต์จากครึ่งแรกของปี 2025
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5,790 รายไม่ได้หมายความว่ามีชาวอเมริกันสละสัญชาติทั้งหมด 5,790 คน เพราะเป็นตัวเลขที่รวมทั้งผู้ที่สละหรือสูญเสียสัญชาติ และผู้ถือกรีนการ์ดที่ยุติสถานะด้วย นอกจากนี้ วันที่ซึ่งปรากฏในบัญชีเป็นวันที่กระทรวงการคลังได้รับแจ้ง ไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่บุคคลนั้นสละสัญชาติหรือยุติสถานะจริง
ข้อมูลย้อนหลังพบว่า ช่วงปี 2000-2008 มีรายชื่อเฉลี่ยเพียงประมาณ 452 คนต่อปี ก่อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสหรัฐฯ ออกกฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act หรือ FATCA ในปี 2010 ซึ่งเพิ่มภาระการรายงานบัญชีและทรัพย์สินในต่างประเทศของพลเมืองอเมริกัน
จำนวนรายชื่อเพิ่มเป็น 5,409 รายในปี 2016 ลดลงเหลือ 2,071 รายในปี 2019 ก่อนทำสถิติสูงสุด 6,705 รายในปี 2020 และยังคงอยู่ในระดับสูงนับจากนั้น
สำหรับเหตุผลที่ทำให้ชาวอเมริกันในต่างประเทศเลือกสละสัญชาติ นิวส์วีกระบุว่า มีทั้งภาระด้านภาษีและการเงิน เนื่องจากพลเมืองสหรัฐฯ โดยทั่วไปยังมีหน้าที่ยื่นภาษีจากรายได้ทั่วโลกแม้พำนักอยู่ต่างประเทศ รวมถึงเหตุผลด้านอุดมการณ์และการเมือง โดยจำนวนมากระบุถึงความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทิศทางของประเทศหลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการสละสัญชาติสหรัฐฯ เพิ่งลดลงอย่างมาก จากเดิม 2,350 ดอลลาร์ เหลือ 450 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 หลังรัฐบาลเคยขึ้นค่าธรรมเนียมจาก 450 ดอลลาร์เป็น 2,350 ดอลลาร์เมื่อปี 2014.