บทความ : 6 เหตุผลที่เดโมแครตอาจไม่ชนะแบบถล่มทลาย
ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังเข้าทางพรรคเดโมแครต ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026
โดย ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส
คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกต่ำ ประชาชนไม่พอใจค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ผลสำรวจหลายสำนักชี้ว่าพรรคเดโมแครตกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอส เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วสนับสนุนเดโมแครต 46 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับรีพับลิกัน 38 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างกัน 8 จุด
ตัวเลขนี้ทำให้เกิดความหวังว่าเดโมแครตอาจกวาดชัยชนะครั้งใหญ่ เหมือนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 ที่พรรคได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นถึง 41 ที่นั่ง
แต่ช้าก่อน... คะแนนนิยมที่นำห่างไม่ได้หมายความว่าจะชนะถล่มทลายเสมอไป
รอยเตอร์เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยสอบถามนักวิเคราะห์การเมืองและนักวางยุทธศาสตร์พรรคการเมือง 6 คน ก่อนสรุปเป็น “6 เหตุผลที่อาจทำให้ชัยชนะของเดโมแครตไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่หลายคนคาดหวัง”
1 เขตเลือกตั้งที่พอจะแย่งกันได้ มีน้อยเหลือเกิน
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีเพียงประมาณ 40–50 เขตเท่านั้นที่ทั้งสองพรรคมีโอกาสแข่งขันกันอย่างสูสี
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การแบ่งเขตเลือกตั้งทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะการลากเส้นแบ่งเขตเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง หรือที่เรียกว่า Gerrymandering
พูดง่ายๆ คือ บางเขตเดโมแครตแทบไม่มีทางแพ้ ส่วนบางเขตรีพับลิกันก็แทบไม่มีทางเสียเก้าอี้
ดังนั้น ต่อให้กระแสเดโมแครตแรงทั่วประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนทุกเขตให้กลายเป็นชัยชนะได้
นักวิเคราะห์มองว่าเดโมแครตมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่เสียงข้างมากอาจอยู่ที่ประมาณ 5–20 ที่นั่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มากนัก
2 วุฒิสภาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยากกว่าเยอะ
แม้เดโมแครตจะมีโอกาสเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภา แต่การแย่งเสียงข้างมากจากรีพับลิกันยังเป็นงานหนัก
พรรคต้องชนะเพิ่มสุทธิ 4 ที่นั่ง จึงจะมีเสียงข้างมาก 51 ต่อ 49 เสียง
ปัญหาคือ หลายรัฐที่เดโมแครตหวังเข้าไปแย่งเก้าอี้ เป็นรัฐที่ทรัมป์เคยชนะอย่างขาดลอยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024
เดวิด วาสเซอร์แมน นักวิเคราะห์จาก Cook Political Report ประเมินว่า แม้คะแนนเสียงทั่วประเทศจะเหวี่ยงไปทางเดโมแครตถึง 10 เปอร์เซ็นต์ พรรคก็อาจยังขาดอีก 2 ที่นั่งจึงจะครองวุฒิสภาได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐที่เดโมแครตเคยคิดว่าน่าจะรักษาเก้าอี้ได้ไม่ยาก เช่น เมน นิวแฮมป์เชียร์ และมิชิแกน การแข่งขันกลับสูสีกว่าที่คาด
3 คนเชียร์เดโมแครตเยอะ แต่จะออกไปเลือกตั้งกันหรือเปล่า?
นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ของเดโมแครต
ผลสำรวจพบว่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตมีความกระตือรือร้นในการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่ารีพับลิกัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คนผิวดำ และชาวลาติน
แต่ปัญหาคือ คนกลุ่มเหล่านี้มักออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอมน้อยกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ในทางกลับกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งในช่วงหลังมีแนวโน้มสนับสนุนรีพับลิกัน กลับออกไปลงคะแนนอย่างสม่ำเสมอ
ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 ผู้ใช้สิทธิอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมีจำนวนเกือบสองเท่าของผู้ใช้สิทธิอายุต่ำกว่า 50 ปี
นั่นหมายความว่า ต่อให้คนหนุ่มสาวบอกว่าจะเลือกเดโมแครตมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ออกจากบ้านไปลงคะแนน คะแนนเหล่านั้นก็ไม่มีความหมาย
4 รีพับลิกันมีเงินถุงเงินถัง
เรื่องเงินหาเสียงเป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้
ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งรัฐบาลกลางระบุว่า รีพับลิกันมีเงินทุนหาเสียงมากกว่าเดโมแครตหลายร้อยล้านดอลลาร์ในช่วงโค้งสุดท้าย
ทรัมป์ทุ่มเงินมากกว่า 277 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่ผ่านกลุ่มสนับสนุนทางการเมือง MAGA Inc. เพื่อช่วยผู้สมัครรีพับลิกันที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ขณะที่อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของเทสลา ใช้เงินสนับสนุนรีพับลิกันไปประมาณ 366 ล้านดอลลาร์ตลอดรอบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 276 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
เฉพาะค่าโฆษณาในรัฐที่มีการแข่งขันชิงวุฒิสภาอย่างสูสี รีพับลิกันใช้เงินมากกว่าเดโมแครตถึง 188 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน
เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ซื้อโฆษณาทางโทรทัศน์ ส่งจดหมายหาเสียง และกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนออกไปลงคะแนน
แม้เงินจะซื้อชัยชนะไม่ได้เสมอไป แต่ในการแข่งขันที่คะแนนสูสีกันมาก เงินเพิ่มอีกไม่กี่ล้านดอลลาร์อาจสร้างความแตกต่างได้
5 โพลอาจหลอกตา (อีกครั้ง)
จำกันได้หรือไม่ว่า ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีหลายครั้งที่ผ่านมา ผลสำรวจความคิดเห็นประเมินคะแนนของทรัมป์ต่ำกว่าความเป็นจริง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่เดโมแครตไม่ควรดีใจกับตัวเลขในโพลเร็วเกินไป
แม้รอยเตอร์/อิปซอสจะพบว่าเดโมแครตนำรีพับลิกันถึง 12 จุด แต่ที่ผ่านมา ผลสำรวจบางครั้งก็จับกระแสผู้สนับสนุนรีพับลิกันได้ไม่ครบถ้วน
ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2014 ที่รีพับลิกันชนะอย่างถล่มทลายเกินกว่าที่โพลหลายสำนักคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม ความคลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อช่วยรีพับลิกันเสมอไป เพราะในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 โพลกลับประเมินผลงานของเดโมแครตต่ำเกินไป
การเลือกตั้งครั้งนี้ทรัมป์ไม่ได้ลงสมัครด้วยตัวเอง จึงยังไม่มีใครรู้ว่าผู้สนับสนุนของเขาจะออกมาใช้สิทธิมากน้อยเพียงใด
6 รีพับลิกันใช้ข้อหา “สังคมนิยม” เล่นงานเดโมแครต
กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างของทรัมป์และรีพับลิกัน คือพยายามสร้างภาพว่าพรรคเดโมแครตเต็มไปด้วยนักการเมืองสังคมนิยมและกลุ่มหัวรุนแรง
รีพับลิกันหยิบยกชัยชนะของผู้สมัครสายก้าวหน้าในการเลือกตั้งขั้นต้น มาใช้โจมตีว่าเดโมแครตทั้งพรรคกำลังเดินไปสู่แนวคิดสังคมนิยม
ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ Democratic Socialists of America และกลุ่มก้าวหน้าที่รีพับลิกันใช้เป็นตัวอย่าง มีผู้ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นปีนี้ไม่ถึงสองโหล
กลยุทธ์นี้ทำให้ผู้สมัครเดโมแครตบางคนในเขตสูสีต้องรีบประกาศว่าตนเองสนับสนุนระบบทุนนิยม ไม่ได้มีแนวคิดสุดโต่งอย่างที่ถูกกล่าวหา
บิล กัลสตัน อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน มองว่าการโจมตีลักษณะนี้อาจมีผลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล โดยเฉพาะในเขตที่คะแนนสูสีกันมาก
เพียงทำให้เดโมแครตเสียคะแนนไป 1–2 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเพียงพอที่จะพลิกผลเลือกตั้งในบางเขตแล้ว
สรุปแล้ว เดโมแครตจะชนะหรือแพ้?
บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์ไม่ได้บอกว่าเดโมแครตจะแพ้ แต่ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการชนะเลือกตั้งกับการชนะอย่างถล่มทลาย
แม้คะแนนนิยมของทรัมป์จะตกต่ำ และเดโมแครตมีคะแนนนำในผลสำรวจระดับประเทศ แต่ระบบเลือกตั้งของสหรัฐฯ ไม่ได้ตัดสินกันด้วยคะแนนนิยมทั่วประเทศเพียงอย่างเดียว
การแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้มาใช้สิทธิ เงินหาเสียง และการแข่งขันในแต่ละรัฐ ล้วนมีผลต่อจำนวนเก้าอี้ที่แต่ละพรรคจะได้รับ
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่รอยเตอร์ยกขึ้นมาเตือนว่า การเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน อาจไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะครั้งมโหฬารของเดโมแครตอย่างที่กระแสการเมืองก่อนวันเลือกตั้งทำให้หลายคนคาดหวัง.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส