ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) รายงานว่า ณ วันที่ 30 ธันวาคม มีผู้ป่วยโรคหัดที่ยืนยันแล้ว 2,065 ราย เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี โดย 93% เป็นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน
ในปี 2024 สหรัฐฯ พบผู้ป่วยเพียง 285 รายเท่านั้น และครั้งสุดท้ายที่จำนวนผู้ป่วยเกิน 2,000 ราย คือปี 1992
การกลับมาระบาดรุนแรงของโรคหัดในปีนี้ อาจทำให้ ซีดีซี ปรับเปลี่ยนสถานะของโรคหัด ที่เคยถูกประกาศว่า “หมดสิ้นไปจากอเมริกา” ตั้งแต่ปี 2000 ให้กลับมาเป็นโรคร้ายที่ยังต้องเฝ้าระวังอีกครั้งในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยโรคหัดได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตหลังการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ของพรรครีพับลิกัน ซึ่งปฏิเสธความสำคัญของการฉีดวัคซีนและพยายามเผยแพร่แนวคิดนอกกระแสเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาโรค เช่นเชื่อว่ากินวิตามินเอและน้ำมันตับปลาช่วยป้องกันโรคหัดได้ดีกว่าการฉีดวัคซีน
นอกจากนี้ รัฐที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือเท็กซัส 803 ราย รองลงมาคืออริโซน่า 187 ราย และเซาท์แคโรไลนา 156 ราย ซึ่งทั้งสามรัฐล้วนเป็นรัฐภายใต้การปกครองของพรรครีพับลิกันทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ซีดีซีระบุว่า การฉีดวัคซีน MMR จำนวน 2 เข็ม มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัดสูงถึง 97%.
#HotNews