คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงภายในและกิจการรัฐบาลของวุฒิสภา ซึ่งมีวุฒิสมาชิกแรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน เป็นประธาน ลงมติ 8 ต่อ 5 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 เห็นชอบมติส่งเรื่องให้ดำเนินการฐานละเมิดอำนาจรัฐสภา (Contempt of Congress) ต่อ ดร.แอนโทนี เฟาซี อดีตที่ปรึกษาการแพทย์ประจำทำเนียบขาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับวิกฤตโควิด-19
โดยคะแนนสนับสนุน 8 มาจากวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน และเสียงไม่เห็นด้วยทั้ง 5 เสียงเป็นของสมาชิกพรรคเดโมแครต
มติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเฟาซีเข้ารับการไต่สวนเกี่ยวกับการรับมือวิกฤตโควิด-19 ของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เขาขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 (Fifth Amendment) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึง 111 ครั้ง
แรนด์ พอล กล่าวว่า การดำเนินการฐานละเมิดอำนาจรัฐสภาเป็นมาตรการร้ายแรงที่ไม่ควรใช้บ่อยครั้ง แต่มีไว้สำหรับกรณีเช่นนี้ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่สิ่งที่อดีตเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเลือกได้ว่าให้หรือไม่ให้ความร่วมมือ
โดยปกติ การส่งเรื่องดำเนินคดีจากคณะกรรมาธิการจะต้องเสนอให้วุฒิสภาทั้งสภาพิจารณาลงมติ แต่พอลระบุว่า เขาอาจส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พิจารณาโดยตรง เพื่อไม่ให้เสียเวลา
การสอบสวนเฟาชีครั้งนี้ คณะกรรมาธิการระบุว่าเป็นการตรวจสอบบทบาทและความรับผิดชอบในเชิงการเมืองตามปกติ ในฐานะเฟาชีเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ประจำทำเนียบขาวและเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือโควิด-19 ของรัฐบาล แต่นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าแนวทางการสอบสวนมาจากข้อกล่าวหาของประธานาธิบดีทรัมป์ เช่นต้นกำเนิดของไวรัส ที่ทรัมป์เชื่อว่ารั่วไหลจากห้องปฏิบัติการในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ, ความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐบาลเกี่ยวกับการควบคุมโควิด-19 และคำให้การของเฟาชีต่อสภาคองเกรสในอดีต ว่ามีข้อความใดเป็นเท็จหรือไม่
ทั้งนี้ ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 มากที่สุดในโลก (ติดเชื้อ 103,436,829 คน, เสียชีวิต 1,238,678 คน) เพราะเขามองว่าวิกฤตโรคระบาดเป็นเพียงข่าวลวงโลก (hoax) และปฏิเสธที่จะร่วมมือกับฝ่ายสาธารณสุข รวมถึง ดร.แอนโทนี เฟาซี ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรการบังคับใส่หน้ากากอนามัยและการฉีดวัคซีน รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ ฯลฯ เป็นเหตุให้เกิดกระแสต่อต้านมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคร้ายชนิดนี้อย่างรุนแรงทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามทำให้โรคระบาดระดับโลกครั้งนี้เป็นเรื่องเล็ก เช่นประกาศเป็นระยะว่าสามารถควบคุมโรคระบาดได้แล้ว มีผู้ป่วยเพียง 15 ราย หรืออ้างความเชื่อส่วนตัวว่าแสงแดดฆ่าไวรัสอันตรายชนิดนี้ได้, โควิดคือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา หรือโปรโมทยารักษาโรคมาลาเรีย (hydroxychloroquine) หรือสารเคมีอื่นๆ โดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
ดังนั้น การที่พรรครีพับลิกันในรัฐสภาพยายามเอาผิด ดร.เฟาชี เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม “ฟอกขาว” พฤติกรรมที่ถือเป็นตราบาปร้ายแรงที่สุดในชีวิตของทรัมป์ โดยการป้ายความผิดให้กับ ดร.แอนโทนี ฟาวชี่ นั่นเอง
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ ข้อถกเถียงทางกฎหมายว่าการที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกอภัยโทษให้เฟาซี ครอบคลุมการกระทำที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2014 ถึง 19 มกราคม 2025 จะทำให้เฟาซียังสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 เพื่อไม่ให้การที่อาจเป็นโทษต่อตนเองได้หรือไม่
ระหว่างการประชุม สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน รวมทั้งปีเตอร์ส, ริชาร์ด บลูเมนธาล และแม็กกี ฮัสซัน พยายามเสนอญัตติชะลอการลงมติหลายครั้ง แต่ทั้งหมดถูกเสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันลงมติคว่ำ.