วิธีเช็กฉลาก หากไม่อยากกิน “เศษเนื้อ” ที่ทรัมป์นำเข้า
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : รัฐบาลทรัมป์เปิดทางนำเข้า “เศษเนื้อวัว” ต่างชาติเพิ่มอีก 300,000 เมตริกตัน หลังกลายเป็นข่าวฉาวกรณีนำเข้าเศษเนื้ออาร์เจนติน่ามาเมื่อต้นปี อ้างเพื่อกดราคาเนื้อบดในอเมริกา เป็นเหตุให้ผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนผู้บริโภคว่าต้องตรวจฉลากให้ดี เพราะตรา USDA อาจไม่ “ศักดิ์สิทธิ์” ในกรณีนี้
มาตรการเพิ่มโควตานำเข้าเศษเนื้อวัวไม่ติดมันในอัตราภาษีต่ำของรัฐบาลประธานาธิดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีผลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อบรรเทาปัญหาเนื้อวัวราคาแพงและการขาดแคลนวัตถุดิบในสหรัฐฯ
มาตรการนี้มีระยะเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนถึง 30 พฤศจิกายน อนุญาตให้นำเข้าเศษเนื้อเดือนละ 100,000 เมตริกตัน รวมทั้งสิ้น 300,000 เมตริกตัน โดยมาตรการ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้ รัฐบาลไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะนำเข้าจากประเทศใด
ข้อมูลของรัฐบาลทรัมป์ระบุว่าเศษเนื้อที่นำเข้าเพื่อแก้ไขปัญหาเนื้อบดราคาแพงนี้ ไม่ใช่เนื้อชิ้นหรือเนื้อบดสำเร็จรูป แต่เป็นเศษเนื้อที่เหลือจากการตัดแต่งชิ้นเนื้อ มีราคาต่ำ นำเข้ามาเพื่อบดผสมกับเศษเนื้อวัวอเมริกันในสัดส่วนต่างๆ เช่น 80/20 หรือ 90/10
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์ได้เพิ่มโควตานำเข้าเศษเนื้อวัวไม่ติดมันจากอาร์เจนตินาเป็นการเฉพาะอีก 80,000 เมตริกตันต่อเนื่องกันหนึ่งปี แต่ไม่มีการแจ้งรายละเอียดถึงผู้นำเข้าและผู้ส่งออก จึงเกิดกระแสต่อต้านหนักทั้งจากกลุ่มเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความโปร่งใสของภาครัฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค
โดยทรัมป์ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะอาร์เจนติน่าให้คำมั่นว่าจะขายเนื้อในราคาต่ำกว่าราคานำเข้าในตลาดปัจจุบัน 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยลดราคาเนื้อบด ระหว่างที่เกษตรกรอเมริกันฟื้นฟูจำนวนโค ซึ่งลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี
นอกจากนี้ ยังเกิดกระแสต่อต้านเศษเนื้อวัวนำเข้าของทรัมป์ หลังเศษเนื้ออาร์เจนตินาเกือบ 30,000 ปอนด์ถูกเรียกคืนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 เพราะผ่านเข้าสู่ตลาดโดยไม่ผ่านการตรวจสอบซ้ำโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตร (USDA) ทำให้ USDA ต้องรีบออกแถลงการณ์ทันทีว่าเศษเนื้อราคาต่ำดังกล่าวไม่มีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนใดๆ รวมถึงไม่มีรายงานว่ามีผู้เจ็บป่วยด้วย
อย่างไรก็ตาม USDA ไม่ตอบคำถามให้ชัดเจนว่า เหตุใดจึงละเว้นไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของเศษเนื้อที่ทรัมป์สั่งให้นำเข้าจากอาร์เจนติน่า เพื่อให้แน่ใจว่าได้มาตรฐานและผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานที่มีระบบตรวจสอบความปลอดภัยเทียบเท่ามาตรฐานของสหรัฐฯ
ความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพเศษเนื้อจากอาร์เจนติน่า เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 หลังรัฐบาลจีนตรวจพบสารตกค้างของ “คลอแรมเฟนิคอล” ยาปฏิชีวนะที่อาร์เจนตินาห้ามใช้กับสัตว์เพื่อการบริโภคมาตั้งแต่ปี 1995 ในเนื้อวัวประมาณ 22 เมตริกตันที่จีนนำเข้าจากโรงงาน ArreBeef ในกรุงบัวโนสไอเรส จึงปฏิเสธสินค้าและระงับการนำเข้าจากโรงงานดังกล่าว
โดยโรงงาน ArreBeef เป็นหนึ่งในโรงงานของอาร์เจนตินาที่ USDA รับรองให้ส่งเนื้อเข้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2002
มาตรการนำเข้าเศษเนื้อวัวของทรัมป์ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ถูกมองว่าทำร้ายเกษตรกรอเมริกัน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา โดยกลุ่มผู้เลี้ยงโคออกมาต่อต้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง เพราะเกรงว่าเนื้อต่างชาติราคาต่ำกว่าตลาดจะกดราคาเนื้อภายในประเทศ กระทบรายได้เกษตรกร และขัดขวางความพยายามเพิ่มจำนวนโคอเมริกัน
สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อ “เนื้ออเมริกัน” แท้นั้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจะต้องตรวจฉลากให้ดี เพราะตรารับรองของกระทรวงเกษตร หรือ USDA อาจไม่เที่ยงตรงเสมอไป
“สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเนื้ออเมริกันแท้ ควรมองหาคำว่า “Product of USA” หรือ “Made in the USA” เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ข้อความเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เกิด เลี้ยง เชือด และผ่านกระบวนการผลิตทั้งหมดในสหรัฐฯ เท่านั้น” ผู้เชี่ยวชาญระบุ
แต่ขณะนี้ ฉลากของ USDA ที่กำกับบนผลิตภัณฑ์เนื้อมีหลายแบบ เช่นหากระบุว่า “Packed in the USA” หรือ “Processed in the USA” หมายความว่าเนื้อถูกบรรจุหรือผ่านกระบวนการในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่วัตถุดิบอาจมาจากสัตว์ที่เลี้ยงและเชือดในต่างประเทศ ส่วนตรา “USDA Inspected” ซึ่งยืนยันว่าเนื้อผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้บอกประเทศต้นทาง ขณะที่ “USDA Prime,” “USDA Choice” และ “USDA Select” เป็นระดับคุณภาพของเนื้อเท่านั้น.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส