ทรัมป์ “ทาโก้” อีก! พลิกลิ้นเลิกคว่ำบาตรรัสเซียก่อนมีผล
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ทรัมป์สั่งยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียก่อนเริ่มใช้ ทั้งที่เพิ่งเซ็นเป็นกฎหมายเองเมื่อเดือนก่อน หลัง “พลิกลิ้น” ไปทำข้อตกลงซื้อดีเซลกับปูติน หวังลดราคาพลังงานก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงบริหารประเทศแบบไร้อุดมการณ์ต่อเนื่อง ล่าสุดได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรและภาษีที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียตามกฎหมายฉบับใหม่ ก่อนมาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มมีผลวันที่ 18 ตุลาคม โดยอ้างผลประโยชน์แห่งชาติ และไม่กำหนดวันสิ้นสุดการยกเว้น
คำสั่งบริหารของทรัมป์ มีขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านของสมาชิกวุฒิสภา 12 คน ซึ่งเป็นรีพับลิกันและเดโมแครตฝ่ายละ 6 คน ร่วมกันเรียกร้องให้ยกเลิกข้อตกลง เพราะเห็นว่าจะเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลปูติน ขณะที่ช่วยลดราคาน้ำมันได้เพียงเล็กน้อย
กฎหมายที่ถูกทรัมป์ยกเลิก คือกฎหมายที่เขาเพิ่งลงนามเมื่อเดือนกันยายน หลังผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนน 86 ต่อ 11 เสียง มีเป้าหมายกดดันเศรษฐกิจรัสเซียและตัดรายได้ที่ใช้ทำสงครามในยูเครน ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน ธนาคาร เจ้าหน้าที่รัสเซีย และเครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
การเปลี่ยนท่าทีแบบคนไร้จุดยืนเช่นนี้ ทำให้ทรัมป์ได้รับฉายา “ทาโก้” (TACO) จากบรรดานักวิจารณ์การเมืองทั้งหลาย โดยคำนี้ย่อจาก “Trump Always Chickens Out” หรือทรัมป์มักถอยในท้ายที่สุด
การเปลี่ยนภาพปูตินให้เป็นมิตรของอเมริกาดังกล่าว สวนทางกับภาพที่ทรัมป์สร้างไว้ระหว่างหาเสียงว่า ตนแข็งกร้าวกับรัสเซียและปูตินมากกว่ารัฐบาลโจ ไบเดน โดยในการปราศรัยที่เมืองร็อกฮิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2024 เขายกการคว่ำบาตรรัสเซียและการสกัดโครงการท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 (Nord Stream 2) ขึ้นอ้างว่า ตนเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับรัสเซีย พร้อมโจมตีไบเดนว่าเข้ามาเปิดทางให้โครงการเดินหน้าต่อ
ต่อมาในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สโมสรเศรษฐกิจนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2024 ทรัมป์โจมตีไบเดนและคามาลา แฮร์ริส เรื่องนอร์ดสตรีม 2 อีกครั้ง พร้อมอธิบายว่า ราคาน้ำมันสูงทำให้ปูตินมีเงินทำสงคราม
นอกจากนี้ ทรัมป์เคยประกาศในเดือนกรกฎาคม 2025 ให้เวลารัสเซีย 50 วันเพื่อเดินหน้าสู่ข้อตกลงยุติสงคราม มิฉะนั้นจะเผชิญมาตรการลงโทษ ก่อนลดเส้นตายเหลือประมาณ 10–12 วันเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยระบุว่าไม่เห็นความคืบหน้าและผิดหวังในตัวปูติน ท่าทีขู่เพิ่มแรงกดดันในเวลานั้นแตกต่างจากการยกเว้นมาตรการรอบล่าสุด
นอกจากนี้ ทรัมป์เคยกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2025 ว่า จีนและอินเดียเป็นผู้ให้เงินทุนหลักแก่รัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน เพราะยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียพร้อมตำหนิประเทศสมาชิกนาโต้ที่ยังซื้อพลังงานรัสเซียว่า กำลังให้เงินสนับสนุนสงครามที่ย้อนกลับมาคุกคามตัวเอง และเรียกร้องให้นาโต้หยุดซื้อน้ำมัน ก๊าซ และผลิตภัณฑ์พลังงานจากรัสเซียทันที
แต่เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ว่า มีใครบอกเขาหรือไม่ว่ารัสเซียอาจนำเงินจากข้อตกลงดีเซลไปซื้อระเบิดโจมตียูเครน ทรัมป์กลับตอบว่า “ไม่มีใครบอกอะไรผม” ก่อนชี้แจงว่าดีเซลจะถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดโลกเพื่อช่วยลดราคาพลังงาน
ทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประณามการยกเว้นคว่ำบาตรว่าไร้ความรับผิดชอบ และตั้งคำถามว่าทรัมป์ “คุณไม่เข้าใจส่วนใดของการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนนท่วมท้น” พร้อมกล่าวว่าทรัมป์กำลังยอมจำนนต่อผู้นำรัสเซียที่บุกยูเครนอย่างผิดกฎหมาย
ทิลลิสระบุด้วยว่า หากทรัมป์ต้องการลดราคาพลังงาน ควรแก้ปัญหาสงครามอิหร่านที่เขาก่อ แทนการเอื้อประโยชน์ให้ปูติน
ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาปกป้องมาตรการคว่ำบาตร ในช่วงที่ยูเครนกำลังเตรียมรับฤดูหนาวท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม แม้สมาชิกสภาจะออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง แต่การตอบโต้ทรัมป์ในทันทีอาจทำได้ยาก เพราะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาปิดสมัยประชุมจนพ้นวันเลือกตั้ง
ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติ กดดันให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่แกลลอนละ 6.33 ดอลลาร์ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 68 เปอร์เซ็นต์จากก่อนสงครามอิหร่าน หลังจากทำสถิติสูงสุดที่แกลลอนละ 6.53 ดอลลาร์เมื่อเดือนกันยายน
ราคาดีเซลมีผลโดยตรงต่อต้นทุนรถบรรทุกขนส่งสินค้า เครื่องจักรการเกษตร และการกระจายอาหาร จึงเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ปัญหานี้สร้างความลำบากให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร คนขับรถบรรทุก และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส