ดูโลก ดูธรรม และดูใจ
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา
บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 48 สอบได้แต่แม่เสีย





ปีพุทธศักราช 2524 เป็นปีที่มีได้และเสียในชีวิตอีกปีหนึ่ง กล่าวคือ ก่อนจะสอบบาลีเปรียญธรรม 7 ประโยค ได้สอบครู พ.ม.ชุดสุดท้าย คือวิชาภาษาอังกฤษ เมื่อดูหนังสือสอบครู พ.ม. เสร็จแล้ว ก็สอบเปรียญ 7 ประโยค เมื่อสอบเปรียญ 7 ประโยคเสร็จแล้ว ก็กลับมาอยู่วัดขันเงิน ช่วยสอนบาลีเข้มข้นก่อนสอบให้แก่พระภิกษุสามเณรรุ่นน้องๆ ต่อ จนกระทั่งการสอบบาลีทุกชั้นผ่านไปด้วยดี ข่าวดีก็ถูกส่งมาว่า สอบ พ.ม.ชุดสุดท้าย คือวิชาภาษาอังกฤษได้ที่จังหวัดชุมพร ซึ่งผู้เข้าสอบทั้งหมดในปีนั้นจำนวน 70 กว่าคน แต่ประกาศผลออกมาได้รูปเดียวจริงๆ คือพระมหาจรรยา คงจินดา สุทฺธิญาโณ


เวลาคุยเล่นสนุกๆ กับเพื่อนๆ ที่เรียนเก่งๆ ว่าเคยสอบผ่านเรื่องยากๆ และได้อันดับต้นๆ มา อาตมาก็จะคุยว่า อาตมาเคยสอบวิชาชุดครูเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดชุมพรเชียวนะ เพราะผู้เข้าสอบทั้งหมด 70 กว่าคน อาตมาสอบได้เพียงคนเดียว ไม่เรียกว่าที่ 1 จะเรียกว่าอย่างไร เป็นความภูมิใจมากในขณะนั้น จึงได้ทำเรื่องติดต่อขอรับประกาศนียบัตร เมื่อได้รับแล้วนำมาให้โยมแม่ที่กำลังป่วยติดเตียงได้ดู
    
ขณะนั้นโยมแม่ แม้จะอยู่ในอาการป่วยหนัก แต่เมื่อโยมแม่รับใบประกาศนียบัตรไปกอดไว้กับอก แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา พร้อมกล่าวว่า ‘แม้ว่าแม่คงจะมีชีวิตอยู่เห็นความสำเร็จของลูกได้ไม่นาน แต่วันนี้ลูกทำให้แม่มีความสุขสมหวัง คือ สอบครูได้แล้ว มีวิชาชีพติดตัวแล้ว แม่หมดห่วงเรื่องอนาคตของลูกแล้ว  ถ้าลูกสึกหาลาเพศ ลูกจะได้วิชาครูทำงานเป็นครูตามที่แม่เคยฝันไว้ วันที่แม่รอคอยก็มาถึงในวันนี้’ แล้วแม่ก็กอดใบประกาศนียบัตรอีกสองสามครั้ง
    
ขณะที่โยมแม่ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน ที่หมู่บ้านเขาม่วง ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร  พี่สาวสองคนเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด คอยอาบน้ำชำระร่างกายทุกอย่างแบบลูกผู้หญิงจะพึงกระทำให้โยมแม่ได้ถนัด  อาตมาขอร้องพี่ๆ ว่า ขอให้อาตมาได้ดูแลโยมแม่สักอย่าง คือขอป้อนข้าวให้โยมแม่ พี่ๆ ก็อนุญาต ตอนเช้าๆ ออกไปบิณฑบาตกลับวัดแล้ว รีบฉันอาหารที่ได้จากบิณฑบาต ถ้ามีขนมอะไรที่จำได้ว่าโยมแม่ชอบกิน ก็จะเก็บไว้นำมาป้อนโยมแม่ ทำอยู่อย่างนั้นประมาณครึ่งเดือน กลางคืนเพื่อนบ้านจะมาเฝ้าไข้ใกล้ๆโยมแม่ จะชวนกันสวดพระพุทธคุณให้ฟัง คุยเป็นเพื่อน แล้วกลับบ้านของตนๆ ดึกๆ เกือบจะทุกวัน
    
จนกระทั่งวันที่แม่จะจากไป จำไม่ได้แล้วว่าเป็นวันอะไร ตื่นเช้าขึ้นมา บิณฑบาต ฉันเสร็จแล้ว เลือกขนมและอาหารอ่อนๆ ที่บิณฑบาตได้มาป้อนข้าวโยมแม่อีก โยมแม่อาการยังดี พูดได้ รับประทานอาหารได้หลายช้อนทีเดียว อาตมาบอกโยมแม่ว่า วันนี้จะไปอบรมนักเรียนที่โรงเรียนสวีวิทยา อบรมเสร็จแล้วจะรีบมาหาช่วงเย็นๆ โยมแม่นอนพักนะ หลับเยอะๆ จะได้มีแรง โยมแม่ยิ้มให้แล้วก็บอกว่า ทำแต่ความดีนะ เป็นครูให้แม่นะ แล้วอาตมาก็ออกเดินทางไปขึ้นรถพร้อมกับพระธรรมทูตรุ่นพี่อีกสองสามรูป แบ่งเวลากันพูดรูปละ 1 ชั่วโมง อาตมาพูดตอนบ่ายเรื่องความกตัญญู และสมาธิภาวนา วันนั้นจำได้ว่า พูดเรื่องพระคุณแม่ได้ลึกซึ้งจนกระทั่ง นักเรียนที่ฟังธรรมซาบซึ้งในพระคุณของแม่เช็ดน้ำตากันเป็นแถว แล้วจบลงด้วยการนำนักเรียนเจริญสมาธิภาวนา จากนั้นคุณครูนำนักเรียนที่เข้าอบรมจริยธรรม ร้องเพลงสรรเสริญบารมี เป็นอันว่าจบการฝึกอบรมอย่างสมบูรณ์
    
รถที่นำพวกเราไปแสดงธรรม นำกลับมาส่งที่วัดขันเงิน สามเณรรูปหนึ่งมาบอกข่าวว่า โยมแม่เสียแล้ว จึงคว้าจีวรรีบมาที่ท่าเรือ ปรากฏว่าเรือที่ชาวบ้านข้ามฝั่งที่บ้านโยมตั้งอยู่ ผู้ปกครองที่มารับลูกหลานจากโรงเรียนวัดขันเงิน พายข้ามไปฝั่งโน้นเสียแล้ว ด้วยอาการที่อยากจะไปดูศพโยมแม่ไวๆ จึงตัดสินใจผูกจีวรไว้ที่สะเอวแน่นๆ แล้วว่ายน้ำข้ามคลองหลังสวน ซึ่งไม่กว้างนัก เคยว่ายเล่นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่ห่างเหินไปนาน ถึงคราวจำเป็นก็ยังทำได้ว่ายข้ามไปด้วยความปลอดภัย

ขึ้นจากแม่น้ำหลังสวนแล้วเดินไปถึงบ้าน เห็นเพื่อนบ้าน พี่ๆ รออยู่แล้ว โลงพร้อมแล้ว พี่ๆ ช่วยกันอาบน้ำชำระสังขารของแม่เสร็จแล้ว ได้เวลานำศพบรรจุโลง อาตมานำพี่ๆ ทุกคนขอขมาลาโทษแล้วบรรจุศพลงในโลงตามประเพณีพื้นบ้าน

อาตมาเป็นน้องสุดท้องของครอบครัว แต่เป็นพระ จึงต้องเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ 7 วัน มีสวดพระอภิธรรมและแสดงธรรมทุกคืน เนื่องจากได้ทำงานร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดชุมพรอย่างใกล้ชิด จึงได้รับความเมตตาทั้งจากพระผู้ใหญ่และบรรดาพระภิกษุสามเณรมาร่วมงานกันอย่างมากมายทุกคืน ทำให้ทุกคนที่ร่วมงานพูดว่า มีลูกชายได้บวชพระเวลาแม่เสียชีวิต มีพระมาร่วมงานอย่างน่าชื่นใจ พี่น้องทั้งญาติสายโลหิต และญาติโดยธรรมมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งทุกคืน

พวกเราพี่น้องได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาแสดงธรรมให้ญาติมิตรที่มาร่วมงานทุกคืน นับเป็นมหากุศลอีกอย่างหนึ่งที่จะได้อุทิศให้แก่โยมแม่ ทุกคนพูดไปในทางเดียวกัน ยกให้เป็นงานศพตัวอย่างที่ประยุกต์ประเพณีเพื่อการเผยแผ่ธรรมพอดีพองาม พวกเราเจ้าภาพ เลี้ยงอาหารแก่แขกที่มาอย่างทั่วถึง มีธรรมะให้ฟังทุกคืน เรื่องนี้อาตมาก็ชื่นใจมาก จำได้ว่าพอตั้งศพโยมแม่ได้ไม่กี่วัน อาตมาก็รู้ผลการสอบเปรียญ 7 ประโยค คืนนั้นพระที่แสดงธรรมกล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อความตายมาถึง ไม่สามารถจะรอได้ ถึงเวลาไปต้องไปทันที จะผัดเพี้ยงหรือขอร้องความตายด้วยเหตุผลใดๆ ไม่ได้เลย  เช่นโยมแม่เขียน ต้องจากไปก่อนที่จะทราบว่า พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ ซึ่งเป็นลูกชายจะสอบเปรียญธรรม 7 ประโยคได้ แม่ไม่มีโอกาสได้ยินดีและชื่นใจกับความสำเร็จของลูกที่ได้มาด้วยความพยายามเพื่อให้แม่ได้ชื่นใจ แต่แม่ก็จากไปเสียก่อน

เมื่อจัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศส่วนกุศลแก่โยมแม่ครบ 7 วัน 7 คืนแล้ว ได้นำศพไปฌาปนกิจที่เมรุวัดประสาทนิกร อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เมื่อจัดงานทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลงด้วยความราบรื่นหมดความห่วงใยใดๆ แล้ว อาตมาประชุมกับพี่ๆ ทั้งหลาย บอกลาว่าน้องคงต้องไปพักใจที่วัดชลประทานรังฤษฎิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สักระยะหนึ่ง แม้ปีนี้สอบได้ทั้งเปรียญ 7 ประโยค และครู พ.ม. แต่สิ่งที่สูญเสียคือโยมแม่ เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ จะนำความสำเร็จใดๆ มาทดแทน หรือเทียบเทียมกันไม่ได้

สองสามคืนก่อนจะเดินทางไปวัดชลประทานฯ เมื่ออยู่กุฏิคนเดียว ใจหวนรำลึกถึงโยมแม่ในอิริยาบถต่างๆ ที่เคยดูแลเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด ยิ่งคิดถึงพระคุณโยมแม่ เอาแต่นั่งร้องไห้ ยิ่งร้องไห้ ยิ่งระลึกถึงพระคุณที่ไหลออกมาจากความทรงจำประดุจน้ำป่าไหลหลาก ก็ยิ่งร้องไห้แทบไม่เป็นอันกินอันนอน เป็นไปตามพระพุทธพจน์ที่ว่า ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของที่รักที่พอใจ ใจก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์จริงๆ

นอกจากพระอุปัชฌาย์ พระราชญาณกวีแล้ว หลวงพ่อปัญญานันทะ คือร่มโพธิ์ร่มไทร ที่ยิ่งใหญ่เคยให้ความอบอุ่นชุ่มเย็น ยามทุกข์หนักเสมอๆ เมื่อเดินทางมาถึงวัดชลประทานรังสฤษฎ์ในตอนเช้า ขึ้นกุฏิไปกราบหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านถามว่า แม่อายุเท่าไร กราบเรียนท่านว่า 68 ปี ท่านกล่าวปลอบใจว่า อย่าเสียใจไปเลย แม่อายุมากแล้ว ถึงเวลาต้องจากกันเป็นธรรมดา ยังจำเสียงและสำนวนที่ท่านพูดอย่างฝังใจว่า ‘อายุมากแล้ว ตายมั่งแหละ เรื่องธรรมดา’ แล้วท่านก็จัดให้ไปพักยังกุฏิหลังเดิมที่เคยพักเป็นประจำ ดูเสมือนว่า หลวงพ่อปัญญานันทะจะเก็บกุฏิหลังนั้นไว้ให้อาตมาเสียแล้ว เพราะมาครั้งไหนก็ได้พักที่กุฏินั้น เพื่อจะใช้เป็นที่เจริญภาวนาเยียวยาหัวใจแทบทุกครั้งไป

ด้วยความกรุณา รอยยิ้มที่อ่อนโยนของหลวงพ่อปัญญานันทะ คำสอนที่ชี้ตรงลงไปยังความจริงเรื่องทุกข์กับเรื่องไม่ทุกข์ บวกกับได้ช่วยงานอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน อาตมาพักอยู่ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ความทุกข์จากการสูญเสียบุคคลที่รักที่สุดในชีวิตก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง จึงได้ข้อคิดว่า เวลาทุกข์หนักไม่ว่าจะมาจากเหตุอะไร อย่าปล่อยใจให้จมอยู่ในความทุกข์ จงย้ายใจไปสู่สิ่งอื่นๆ เช่นการภาวนาหรือการทำงานที่ชอบ ความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในเรื่องนั้นๆ จะเบาบางจางคลาย และปล่อยวางลงได้ในที่สุด

วันที่ 27 มิถุนายน 2565 เวลา 9.54 น.
วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
12-07-2022 บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 50 สุดทางสายบาลี (0/977) 
06-07-2022 บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 49 ฝึกฝนตนที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ (0/314) 
28-06-2022 บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 48 สอบได้แต่แม่เสีย (0/305) 
20-06-2022 บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 47 สอบเปรียญธรรม 7 ประโยคได้ (0/342) 
07-06-2022 บันทึกไว้สมัยเรียนบาลี : ตอนที่ 46 กราบหลวงพ่อปัญญานันทะ (0/340) 

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
576
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข