เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย Safeguard American Voter Eligibility Act หรือ SAVE Act แล้ว หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา และได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที
ร่างกฎหมายที่ได้รับการผลักดันโดยทรัมป์ฉบับนี้ กำหนดให้ชาวอเมริกันต้อง “พิสูจน์สัญชาติ” เมื่อลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยมีการเอ่ยถึงเอกสารหลายอย่าง เช่นหนังสือเดินทางสหรัฐฯ หรือใบขับขี่บางประเภทที่ระบุสัญชาติได้ (มีเพียง 5 รัฐ ได้แก่ มิชิแกน มินนิโซตา นิวยอร์ก เวอร์มอนต์ และวอชิงตัน) สูติบัตร เอกสารรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล ใบรับรองการแปลงสัญชาติ หรือเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ หรือหากมีการเปลี่ยนชื่อ จะต้องมีเอกสารยืนยันเพิ่มเติม
แม้ว่ากฎหมายปัจจุบัน จะกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่ไม่มีการบังคับให้ต้องแสดงเอกสารยืนยันตอนลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
และเมื่อถึงเวลาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ร่างกฎหมาย SAVE Act กำหนดให้ผู้ใช้สิทธิ์ต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐ และต้องเป็นบัตรที่มีรูปถ่ายและมีวันหมดอายุ เช่นบัตรประชาชน (ไอดี) ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง บัตรทหาร หรือบัตรชนเผ่า ซึ่งรายละเอียดข้อนี้ มีผลกับ 12 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดีซี ที่ยืดหยุ่นให้ลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
รัฐที่ไม่เข้มงวดเรื่องแสดงบัตรประจำตัวหรือหลักฐานแสดงตัวตอนเลือกตั้ง ประกอบด้วยแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, ฮาวาย, อิลลินอยส์, เมน, แมริแลนด์, แมสซาชูเซตส์, มินนิโซตา, เนวาดา, นิวเจอร์ซีย์, นิวเม็กซิโก, นิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน ดีซี
ทรัมป์และนักการเมืองรีพับลิกันระบุว่า กฎหมายนี้มีความจำเป็นเพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง ขณะที่ฝ่ายเดโมแครตเตือนว่า อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงสิทธิเลือกตั้งได้ยากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และชนกลุ่มน้อยที่อาจไม่มีเอกสารอยู่ในมือ เอกสารสูญหาย ไม่เคยทำหนังสือเดินทาง เปลี่ยนชื่อ-แต่งงาน-หย่า ฯลฯ และว่าขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้นคือภาระที่เพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนถูกตัดสิทธิไปโดยไม่ตั้งใจ.