กลั้นขำ! วีซ่า “บัตรทอง” ของทรัมป์ขายได้ “หนึ่งใบ”
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : แผนขาย “วีซ่าบัตรทอง” ที่ทรัมป์โวว่าสามารถระดมเงินแก้หนี้สินประเทศเกือบ 39 ล้านล้านดอลลาร์ได้ กลายเป็น “ปาหี่” หลอก “มาก้า” ตามคาด หลังรัฐมนตรีพาณิชย์เปิดเผยว่าขายได้แค่ 1 ใบ แม้จะโหมโฆษณามานานกว่าหนึ่งปี
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2026 ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต่อคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านพาณิชย์ ความยุติธรรม วิทยาศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า โครงการวีซ่าบัตรทอง หรือ gold card visas ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะนี้มีผู้ได้รับอนุมัติเพียง 1 รายเท่านั้น ขณะที่ยังมีผู้สมัครอีกกว่าร้อยรายอยู่ระหว่างการพิจารณา
ทรัมป์เปิดเผยแนวคิดการหารายได้เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2025 โดยเสนอขายบัตรทองรูปตัวเองในราคาใบละ 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับสิทธิพำนักถาวรคล้ายกรีนการ์ด พร้อมเส้นทางสู่การเป็นพลเมืองสหรัฐฯ
ทรัมป์ประเมินว่า หากขายบัตรทองของเขาได้ 1 ล้านใบ จะสร้างรายได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ และหากขายได้ 10 ล้านใบ อาจมีเงินสูงถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนอกจากจะล้างหนี้ประเทศได้ทั้งหมดแล้ว ยังมีเงินเหลืออีกมหาศาล
ที่ผ่านมา ราคา “แพงมหาศาล” ที่ชาวต่างชาติต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธิการอยู่ในอเมริกา ได้สร้างความแคลงใจให้กับผู้คนทั่วไป ดังนั้น คำให้การของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรสดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
รายงานความมั่งคั่งโลกปี 2026 ของไนต์แฟรงค์ (บริษัทที่ปรึกษาและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร) ระบุว่า แม้แนวคิดดังกล่าวได้รับความสนใจ แต่มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากผู้ต้องการย้ายประเทศที่มีฐานะมั่งคั่งพอจะซื้อบัตรทอง 5 ล้านดอลลาร์ มีจำกัด โดยกลุ่มผู้มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ กระจุกตัวอยู่ในอเมริกาเหนือถึง 42.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ภูมิภาคอื่นมีสัดส่วนต่ำกว่ามาก
นอกจากจะไม่สามารถลดหนี้สาธารณะได้แล้ว นโยบายของทรัมป์ รวมถึงมาตรการลดภาษีและการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล ยังมีแนวโน้มทำให้ภาระหนี้ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า
ล่าสุด ฟ็อกซ์นิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน โดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis สังกัดกระทรวงพาณิชย์ว่า หนี้สาธารณะที่ประชาชนถือครอง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 อยู่ที่ประมาณ 31.27 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศ (31.22 ล้านล้านดอลลาร์) ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีทะลุ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะที่สำนักงานงบประมาณสภาคองเกรสประเมินว่า แนวโน้มหนี้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้นทุนดอกเบี้ย และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส