ซีเอ็นเอ็น รายงานข่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 โดยอ้างผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Preventive Medicine ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลวัยรุ่นอเมริกันกว่า 33,700 คน ระหว่างปี 2021–2023 พบว่า 2.2 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบสัดส่วนประชากรวัยรุ่นทั่วประเทศได้มากกว่าห้าแสนคน เคยใช้สารระเหยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และ 0.3 เปอร์เซ็นต์ มีอาการเข้าข่ายเสพติดสารระเหย
สารระเหยคือสารเคมีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทเมื่อสูดดมเข้าไป โดยสิ่งที่ถูกนำมาใช้มีตั้งแต่กาว น้ำยาขัดรองเท้า ทินเนอร์ สีสเปรย์ น้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึงไนตรัสออกไซด์ หรือ “แก๊สหัวเราะ” ซึ่งปกติมีการใช้ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร
ผลการศึกษาพบด้วยว่า เด็กอายุ 12–13 ปี มีอัตราการใช้สารระเหยสูงกว่ากลุ่มอายุ 14–17 ปี และพฤติกรรมดังกล่าวมักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ การทะเลาะวิวาท และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การสูดดมสารระเหยอาจทำให้เวียนศีรษะ พูดไม่ชัด หมดสติ และหากใช้ต่อเนื่องอาจทำลายสมอง ระบบประสาท ตับ ไต และหัวใจ โดยบางรายอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้ แม้จะใช้เพียงครั้งเดียว
แพทย์แนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตกลิ่นสารเคมี เสื้อผ้า สังเกตุว่ามีกระป๋องหรือหลอดบรรจุในห้องของเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ผลการเรียนตก หรือการเก็บตัว พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสิ่งที่เด็กพบเจอบนอินเตอร์เน็ต เพราะการสื่อสารในครอบครัวยังคงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่สุด.