หนังสือพิมพ์บอสตันโกลบ รายงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 ว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายรายคาดว่า นโยบายใหม่ของสำนักงานบริการด้านสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS) ซึ่งกำหนดให้ผู้อพยพจำนวนมากต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อดำเนินการขอกรีนการ์ดผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ ในประเทศตัวเอง จะถูกยื่นฟ้องคัดค้านต่อศาลในเร็วๆ นี้ และมีโอกาสสูงที่จะถูกระงับ
แซค คาห์เลอร์ โฆษกของ USCIS ให้สัมภาษณ์บอสตันโกลบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นการกลับไปสู่ “เจตนารมณ์ดั้งเดิม” ของกฎหมาย โดยอ้างว่านโยบายดังกล่าว จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อพยพอยู่ในสหรัฐฯ ต่อโดยไม่มีสถานะ หลังถูกปฏิเสธการขอผู้พำนักถาวร
“นโยบายนี้ทำให้ระบบคนเข้าเมืองทำงานตามที่กฎหมายตั้งใจไว้ แทนที่จะเปิดช่องให้ใช้ช่องโหว่” คาห์เลอร์กล่าว
โฆษกของ USCIS ระบุด้วยว่า นโยบายดังกล่าวอาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรืออยู่ในรายการผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งอาจครอบคลุมแรงงานทักษะสูง และผู้ถือวีซ่าทำงานบางประเภทที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าใครจะเข้าข่ายได้รับข้อยกเว้น
กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้อพยพเตือนว่า ผลกระทบจากนโยบายใหม่ อาจรุนแรงต่อผู้ที่กำลังยื่นขอกรีนการ์ด โดยเฉพาะผู้ที่มาจากประเทศที่มีคิววีซ่ายาว การให้บริการวีซ่าล่าช้า หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง เพราะการออกจากสหรัฐฯ อาจทำให้ไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีกเป็นเวลาหลายเดือนหรืออาจจะหลายปี
เฮเลนา ดาซิลวา ฮิวจส์ ประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพในเมืองนิวเบดฟอร์ด กล่าวว่า เธอได้รับสายจากผู้ยื่นขอกรีนการ์ดหลายรายที่กำลังเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากว่าจะอยู่ต่อและเสี่ยงปัญหาสถานะ หรือเดินทางออกไปและต้องแยกจากคนในครอบครัว
หญิงชาวอิหร่านวัย 56 ปี ในเมืองซอมเมอร์วิลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า “ขณะนี้มีข้อจำกัดต่อชาวอิหร่านในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ดังนั้นถ้าใครเดินทางออกไปเพื่อเปลี่ยนสถานะ ก็อาจไม่สามารถกลับเข้ามาได้”
แมทธิว ไมโอนา ทนายความด้านคนเข้าเมืองในเมืองบอสตัน ระบุว่า เขาไม่เห็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลสำหรับมาตรการดังกล่าว และมองว่าเป็นความพยายามจำกัดการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายมากกว่าการปรับปรุงระบบ
ด้านวุฒิสมาชิกเอ็ด มาร์กี วิจารณ์ว่า นโยบายนี้อาจทำให้ครอบครัวต้องแยกจากกัน ทำให้นักเรียนและแรงงานตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และส่งผลต่อผู้ที่ต้องการเข้ามาสร้างชีวิตในสหรัฐฯ