ยิ่งช้า ยิ่งเจ็บ! เตือนคองเกรสรีบแก้ปัญหา “เงินประกันสังคม” โดยด่วน
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ผู้เชี่ยวชาญเตือนสภาคองเกรส หากไม่เร่งแก้ปัญหาของ “กองทุนโซเชียลซีเคียวริตี้” ทางออกจะน้อยลง และผู้เกษียณอายุอาจรับ “ผลกระทบแรง” ในอนาคตอันใกล้
นิวส์เนชั่น รายงานเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 ว่า กองทุนประกันสังคมสำหรับผู้เกษียณอายุ (Social Security Retirement Trust Fund) กำลังมีเงินไม่เพียงพอสำหรับจ่ายสวัสดิการเต็มจำนวนภายในอีกประมาณหกปี หากไม่มีการปฏิรูประบบ ผู้รับเงินสวัสดิการอาจถูกลดเงินลง 22 เปอร์เซ็นต์ หรือเฉลี่ยประมาณ 450 ดอลลาร์ต่อเดือน ตั้งแต่ปลายปี 2032 เป็นต้นไป
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า สภาคองเกรส จะไม่ปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่หากไม่เร่งแก้ไข ทางออกจะยิ่งน้อยลง และต้องใช้มาตรการที่รุนแรงกว่าเดิม เช่นขึ้นภาษีเงินเดือน (Payroll Tax) และต้องลดเงินสวัสดิการมากกว่าที่คาดไว้ รวมถึงอาจต้องเพิ่มเพดานรายได้ที่ต้องเสียภาษีโซเชียลซีเคียวริตี้ด้วย
Committee for a Responsible Federal Budget หรือ CRFB ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีหน้าที่วิเคราะห์นโยบายการคลังของรัฐบาลกลาง ระบุว่า ทางเลือกหลายอย่างที่เคยทำให้กองทุนกลับมามีเสถียรภาพได้ในอดีต อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการไม่ดำเนินการต่อเนื่องมานานหลายปี ทำให้หลายมาตรการหมดประสิทธิภาพลง
“หากรัฐบาลเลือกเพิ่มรายได้เข้ากองทุน เช่น ปรับขึ้นอัตราภาษีเงินเดือน หรือขยายเพดานรายได้ที่ต้องเสียภาษีโซเชียลซีเคียวริตี้ ก็จะต้องปรับเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่หากเลือกแก้ปัญหาด้วยการลดเงินสวัสดิการ ก็จำเป็นต้องลดในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน” CRFB ระบุ
ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2024 CRFB เคยประเมินว่าหากใช้วิธีขึ้นภาษีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว จะต้องเพิ่มอัตราภาษีจาก 12.4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 15.73 เปอร์เซ็นต์ แต่หากนำมาแก้ไขในปี 2026 จะต้องเพิ่มเป็น 16.65 เปอร์เซ็นต์
ในทางกลับกัน หากใช้วิธีลดเงินสวัสดิการเพียงอย่างเดียว ปี 2024 ประเมินว่าต้องลดลง 20.8 เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดเพิ่มเป็น 25.2 เปอร์เซ็นต์แล้ว
รายงานยังชี้ว่า หากรัฐบาลยกเลิกเพดานรายได้ที่ต้องเสียภาษีโซเชียลซีเคียวริตี้ตั้งแต่ปี 1995 โดยไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้มีรายได้สูง มาตรการดังกล่าวจะสามารถยืดอายุความมั่นคงของกองทุนได้จนถึงปี 2094 แต่หากดำเนินการในปัจจุบัน จะช่วยยืดเวลาได้เพียงประมาณ 21 ปี และแก้ปัญหาได้เพียงราวสองในสามของช่องว่างทางการเงินเท่านั้น
แม้ผู้กำหนดนโยบายจะทราบมานานหลายทศวรรษว่า ระบบโซเชียลซีเคียวริตี้กำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน แต่ยังไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองมากพอที่จะผลักดันการปฏิรูป เพราะทุกทางเลือกย่อมส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่า การเลือกตั้งปี 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่จะผลักดันให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเปิดเผยแนวทางแก้ไขปัญหา เนื่องจากวุฒิสมาชิกที่จะได้รับเลือกตั้งในรอบนี้ จะดำรงตำแหน่งในช่วงที่กองทุนโซเชียลซีเคียวริตี้กำลังเข้าใกล้ภาวะเงินร่อยหรอมากที่สุด
การปฏิรูประบบโซเชียลซีเคียวริตี้ครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 1983 ซึ่งในเวลานั้นกองทุนเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนก่อนจะไม่สามารถจ่ายเงินสวัสดิการเต็มจำนวนได้ ขณะที่ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หน้าต่างเวลาในการแก้ปัญหากำลังแคบลง และความท้าทายครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเผชิญเมื่อกว่า 40 ปีก่อน.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส