เอพี รายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมประกาศให้โครงการ Visa Bond Program ซึ่งเคยทดลองใช้เมื่อปี 2025 กลายเป็นมาตรการถาวร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2026
มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 50 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ คือกว่า 30 ประเทศอยู่ในทวีปแอฟริกา และอีกหลายประเทศในเอเชีย เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา เนปาล และมองโกเลีย ต้องวางเงินค้ำประกัน (Visa Bond) ก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อขอวีซ่าประเภท B-1 (ธุรกิจ) และ B-2 (ท่องเที่ยว)
นอกจากประกาศเป็นนโยบายถาวรแล้ว กฎใหม่ยังเพิ่มวงเงินค้ำประกันสูงสุดจาก 15,000 ดอลลาร์ เป็น 20,000 ดอลลาร์ และยกเลิกวงเงินต่ำสุด 5,000 ดอลลาร์ เป็นต่ำสุด 10,000 ดอลลาร์แทน
โดยเงินค้ำประกันก้อนนี้จะคืนให้เต็มจำนวน หากผู้ยื่นคำร้องไม่ได้รับวีซ่า หรือได้รับวีซ่าและเดินทางกลับตามเงื่อนไขโดยไม่อยู่เกินกำหนด
กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ผลการทดลองโครงการในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า สามารถลดปัญหาผู้อยู่เกินวีซ่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือจากปี 2024 มีผู้ถือวีซ่าจาก 50 ประเทศดังกล่าวอยู่เกินกำหนดประมาณ 45,500 คน แต่ในช่วง 10 เดือนแรกของโครงการนำร่อง จำนวนผู้ที่อยู่เกินวีซ่าลดลงเหลือไม่ถึง 50 คน
นอกจากนี้ ผลการเรียกเก็บเงินประกันวีซ่าดังกล่าว ทำให้การออกวีซ่าให้พลเมืองจาก 50 ประเทศลดลงถึง 83 เปอร์เซ็นต์ คือยื่นเรื่องกว่า 20,000 ราย แต่ยอมวางเงินประกันวีซ่าเพียงประมาณ 2,000 คนเท่านั้น
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศประเมินว่า การติดตามจับกุมและเนรเทศผู้ที่อยู่เกินกำหนด มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 18,000 ดอลลาร์ต่อคน
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่า มาตรการดังกล่าวสร้างภาระทางการเงินอย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชนจากประเทศยากจน ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อเยี่ยมครอบครัว ศึกษาต่อ หรือทำธุรกิจ.
#สยามทาวน์ #คนไทยในต่างแดน #คนไทยในอเมริกา #คนไทยแอลเอ #วีซ่า #VisaBond #B1 #B2 #ทรัมป์ #ตรวจคนเข้าเมือง #กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ