ผู้เชี่ยวชาญกุมขมับ หลังทรัมป์เซ็นคำสั่ง “วัคซีนเด็ก”
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ผู้เชี่ยวชาญค้านแผน “ทรัมป์” แยกวัคซีนรวมสำหรับเด็กออกเป็นหลายเข็ม ชี้เป็นการตัดสินใจที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ทำเด็กต้องไปหาหมอบ่อยขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่ม และอาจทำให้อัตราการฉีดวัคซีนลดลง
เอพี รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ว่า คำสั่งฝ่ายบริหารที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจัดทำแผนภายใน 90 วัน เพื่อแยกวัคซีนรวมสำหรับเด็ก หรือ MMR ออกเป็นวัคซีนแต่ละชนิดคือวัคซีนหัด คางทูม และหัดเยอรมัน พร้อมเว้นระยะการฉีดวัคซีนชนิดต่างๆ ออกจากกัน
ทำเนียบขาวให้เหตุผลคำสั่งของทรัมป์ฉบับนี้ว่า เป็นการเปิดทางให้พ่อแม่มีทางเลือกมากขึ้นว่าจะให้ลูกฉีดวัคซีนเมื่อใดและบ่อยแค่ไหน
ปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่มีวัคซีนหัด คางทูม หรือหัดเยอรมันแบบแยกเข็ม เพราะใช้วัคซีนรวมที่เรียกว่า MMR ที่สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รับรองเป็นมาตรฐานมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชี้ว่า หากแผนของทรัมป์เกิดขึ้นจริง บริษัทยาจะต้องผลิตวัคซีนแบบแยกเข็มที่ไม่มีการผลิตมาหลายสิบปี อาจต้องสร้างโรงงานใหม่เพื่อผลิตวัคซีนเพิ่มอีกหลายล้านโดส ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจกินเวลาหลายปีและใช้เงินหลายสิบล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะการสร้างและขออนุมัติโรงงานผลิตวัคซีนใหม่ ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 5 ปี
ผลกระทบจะตกถึงพ่อแม่และเด็กโดยตรง ปัจจุบันวัคซีน MMR ฉีดเพียง 2 โดส คือครั้งแรกเมื่ออายุ 1 ปี และครั้งที่สองหลังอายุ 4 ปี แต่หากแยกออกเป็นวัคซีนสามชนิด จะทำให้ต้องไปพบแพทย์ถึง 6 ครั้ง และหากแยกวัคซีนชนิดอื่นด้วย จำนวนครั้งอาจเพิ่มขึ้นอีกมาก
ดร.แอนนา เดอร์บิน จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ (Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health) กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และมองว่าเป็น “นโยบายสาธารณสุขที่แย่มาก” พร้อมเตือนว่า ยิ่งต้องไปฉีดวัคซีนหลายครั้ง พ่อแม่ก็ยิ่งมีโอกาสพลาดนัดหรือเลิกพาลูกไปฉีด ทำให้การฉีดวัคซีนยุ่งยากขึ้น แพงขึ้น และมีเด็กได้รับวัคซีนน้อยลง
ด้าน Merck หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตวัคซีนสำหรับเด็กในสหรัฐฯ ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการตีพิมพ์ว่าการแยกวัคซีน MMR ออกเป็นสามเข็มจะให้ประโยชน์อะไร พร้อมยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนรวมที่ผลิตและใช้อยู่ในปัจจุบัน
คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ฉบับล่าสุด มาจากความเชื่อส่วนตัวของเขาว่า เด็กอเมริกันได้รับวัคซีนมากเกินไป และควรแบ่งฉีดในปริมาณน้อยลงโดยเว้นระยะให้นานขึ้น อีกทั้งยังเชื่อว่าวัคซีนอาจเกี่ยวข้องกับออทิซึม แม้แนวคิดดังกล่าวจะขัดกับคำแนะนำขององค์กรทางการแพทย์ และงานศึกษาวิจัยตลอดหลายทศวรรษก็ตาม
อย่างไรก็ตาม คำสั่งของทรัมป์ไม่มีผลบังคับให้บริษัทยาต้องผลิตวัคซีนแบบแยกเข็ม เพราะทั้งทำเนียบขาวและ FDA ไม่มีอำนาจบังคับให้บริษัทพัฒนาวัคซีนใหม่ ขณะที่การกำหนดให้เด็กต้องฉีดวัคซีนเพื่อเข้าเรียนเป็นอำนาจของแต่ละรัฐ โดยคำสั่งดังกล่าวทำได้เพียงแนะนำให้รัฐพิจารณาปรับกฎหมายตามแนวทางของรัฐบาลทรัมป์เท่านั้น.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส