บทความ : 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ “นโยบายกรีนการ์ดใหม่” ของทรัมป์
ก่อนวันแมมโมเรียลเดย์ เพียงไม่กี่วัน รัฐบาล โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) ได้ออก “แมมโม” แจ้งถึงเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเกี่ยวกับนโยบายใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย โดยมีเนื้อหาว่า ผู้ถือวีซ่าชั่วคราวและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลต่างๆ อาจต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางระหว่างรอการอนุมัติกรีนการ์ด
โดย :ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากนโยบายที่ใช้มานานหลายสิบปี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นขอกรีนการ์ดสามารถอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ระหว่างรอผลการพิจารณาได้
หลังจากที่สร้างความตื่นตระหนก ความสับสน และความกังวลในหมู่ผู้อพยพ รวมถึงทนายความทั่วประเทศอยู่หลายวัน รัฐบาลก็เริ่ม “ลดทอน” ความดุเดือดของนโยบายใหม่ลง
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2026 หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานบทสัมภาษณ์โฆษกกระทรวงความมั่นคงภายใน (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม) ว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับทุกคน (not a blanket policy) แต่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากบอกว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฯ ยังคงมีอำนาจใช้ดุลยพินิจพิจารณาเป็นรายกรณีเช่นเดิม
การให้ข้อมูลแบบคลุมเครือดังกล่าว ทำให้ทีมข่าวฯ ต้องขออนุญาตบอกว่า “ถ้าเป้าหมายคือการทำให้ทุกคนสับสน ก็ต้องบอกว่ารัฐบาลทรัมป์ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์”
ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา นโยบาย “กลับประเทศเพื่อรอใบเขียว” ถูกต่อต้านจากหลายฝ่าย รวมถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้อาจทำให้แรงงานฝีมือจำนวนมากต้องออกจากสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองจำนวนมากเชื่อว่านโยบายดังกล่าว จะต้องถูกท้าทายในศาลอย่างแน่นอน
แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายจะถูกนำไปใช้ในลักษณะใด แต่จากข้อมูลเท่าที่มี ทีมข่าวฯ สามารถสรุป “5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับนโยบายกรีนการ์ดใหม่ของรัฐบาล” ได้ดังนี้
1. ใครบ้างที่อาจได้รับผลกระทบ?
กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดคือต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐฯ อยู่แล้วและกำลังยื่นขอกรีนการ์ดผ่านกระบวนการ Adjustment of Status ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยประมาณครึ่งหนึ่งของกรีนการ์ดทั้งหมดที่ออกในแต่ละปีเป็นการอนุมัติให้คนที่อยู่ในประเทศอยู่แล้ว
ปี 2023 เพียงปีเดียว มีชาวแคลิฟอร์เนียได้รับกรีนการ์ดผ่านช่องทางนี้ถึง 112,100 คน มากกว่ารัฐอื่นใดในประเทศ และคิดเป็นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดในสหรัฐฯ
กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบได้แก่ คู่สมรสหรือญาติของพลเมืองสหรัฐฯ หรือของผู้ถือกรีนการ์ด, นักศึกษาต่างชาติ, พนักงานบริษัทเทคโนโลยี และครอบครัวที่สมาชิกมีสถานะไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ นโยบายใหม่นี้จะใช้กับผู้ที่ยื่นคำร้องไปแล้วหรือไม่ แต่ทนายความหลายรายบอกว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (USCIS) เริ่มตั้งคำถามกับผู้สมัครบางคนแล้วว่าเหตุใดจึงเลือกยื่นขอกรีนการ์ดจากภายในสหรัฐฯ แทนที่จะกลับประเทศต้นทางไปดำเนินการผ่านสถานกงสุล ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่านโยบายอาจถูกนำมาใช้ย้อนหลังกับผู้ที่กำลังรอผลอยู่ในปัจจุบัน
2. การขอและรอใบเขียวในประเทศ มีมานานแค่ไหน?
กระบวนการ Adjustment of Status ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นกลไกที่สภาคองเกรสสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1952 หรือกว่า 70 ปีก่อน
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลรีพับลิกันและเดโมแครตต่างใช้ระบบนี้มาโดยตลอด โดยมีผู้อพยพมากกว่าครึ่งล้านคนต่อปีใช้วิธีนี้ในการเปลี่ยนสถานะเป็นผู้พำนักถาวร
อย่างไรก็ตาม บันทึกนโยบายฉบับใหม่ของรัฐบาลทรัมป์กลับ “มองต่าง” ว่าการอนุญาตให้คนอยู่รอใบเขียวในประเทศ ถือเป็นสิทธิพิเศษ หรือไม่ใช่เรื่องปกติ ซึ่งขัดกับแนวปฏิบัติที่ใช้ต่อเนื่องมาหลายสิบปี
สมาคมทนายความอิมมิเกรชั่นแห่งอเมริกา และสำนักงานอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย แสดงท่าทีคัดค้านอย่างรุนแรง โดยมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงระบบที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน
3. ทำไมผู้อพยพจำนวนมากจึงกลัวว่านี่อาจเป็น “กับดักเนรเทศ”?
ภายใต้ระบบเดิม ผู้ที่ยื่นขอกรีนการ์ดจำนวนมากได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ ระหว่างรอการพิจารณา แม้ว่าวีซ่าชั่วคราวเดิมจะหมดอายุไปแล้วก็ตาม
แต่ทนายความกังวลว่า หากมีการเปลี่ยนนโยบายใหม่จริงๆ ผู้สมัครบางรายอาจถูกปฏิเสธคำร้องระหว่างการสัมภาษณ์ และถูกส่งเข้าสู่กระบวนการเนรเทศทันที
ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะในปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าผู้อพยพจำนวนมาก ถูกควบคุมตัวระหว่างเข้าพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามนัดหมายปกติ และถูกกักตัวเป็นเวลาหลายเดือน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่ “ฟันธง” ว่านี่คือเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
4. ทำไมการกลับประเทศต้นทาง จึงไม่ใช่ทางออก
สำหรับชาวต่างชาติในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่แล้ว การกลับประเทศต้นทางเพื่อยื่นเรื่องผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ นั้น ไม่ใช่แค่การซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน
ปัญหาสำคัญคือหลายประเทศมีคิวพิจารณาวีซ่าและกรีนการ์ดยาวนานมาก อาจต้องรอนานหลายเดือนหรืออาจจะหลายปี ขณะที่กว่า 70 ประเทศถูกระงับการดำเนินการด้านวีซ่าเกือบทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถดำเนินเรื่องผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นได้เลย
นอกจากนี้ หากผู้สมัคร “อยู่เกินวีซ่า” แล้ว การออกนอกประเทศถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจถูกห้ามกลับเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 3-10 ปีตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ส่งผลให้กระบวนการขอกรีนการ์ดมีความซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น
นอกจากนี้ การกลับประเทศต้นทางอาจหมายถึงการต้องแยกจากคู่สมรส ลูก นายจ้าง หรือชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายปี ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและรายได้ของครอบครัว
5. ทนายความแนะนำลูกความอย่างไร?
ทนายความด้านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะบังคับใช้นโยบายใหม่ในลักษณะใด
แพทริก โคลาซินสกี ทนายความในรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ลูกค้าหลายคนที่มีนัดสัมภาษณ์กรีนการ์ดในช่วงนี้กำลังวิตกกังวลอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าจะพบเจ้าหน้าที่แบบใด และเจ้าหน้าที่แต่ละคนกำลังปฏิบัติตามแนวทางใด
คำแนะนำสำคัญของเขาคือ ผู้ที่มีนัดเกี่ยวกับเรื่องตรวจคนเข้าเมืองไม่ควรไปเพียงลำพังอีกต่อไป และควรมีทนายความร่วมเข้าพบด้วยทุกครั้ง
เขากล่าวว่า สิ่งที่สร้างความกังวลมากที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ตัวนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่คือความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ของระบบ ซึ่งทำให้ผู้สมัครจำนวนมากไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของตนเองหลังจากนี้...
Special Report ขอใบเขียว อาจต้องกลับประเทศ
#สยามทาวน์ #คนไทยในต่างแดน #คนไทยในอเมริกา #คนไทยแอลเอ #กรีนการ์ด #ใบเขียว #USCIS #ตรวจคนเข้าเมือง #ทรัมป์ #ผู้อพยพ #ข่าวอเมริกา
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส