“วีซ่า-มาสเตอร์การ์ด” ยอมลด “ค่ารูดบัตร” แล้ว
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อนุมัติเบื้องต้นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ที่บังคับให้ “วีซ่าและมาสเตอร์การ์ด” ลดค่าธรรมเนียมรูดบัตรเครดิต หลังร้านค้าทั่วประเทศฟ้องร้องมานานกว่า 20 ปีว่าถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป
รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 ว่า ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์ก เห็นชอบกับข้อตกลงระหว่างวีซ่า (Visa) มาสเตอร์การ์ด (Mastercard) และผู้ประกอบการกว่า 12 ล้านรายทั่วสหรัฐฯ ในการลดค่าธรรมเนียมรูดบัตร (swipe fee) ลงจากเดิม 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ (0.10%) เป็นเวลา 5 ปี และกำหนดเพดานอัตรามาตรฐานของบัตรผู้บริโภคทั่วไปไว้ที่ ไม่เกิน 1.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 8 ปี
คดีนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2005 โดยกลุ่มร้านค้าทั่วประเทศร่วมกันฟ้องร้องกล่าวหาว่า วีซ่าและมาสเตอร์การ์ดใช้อำนาจทางการตลาดกำหนดค่าธรรมเนียมรูดบัตร ซึ่งเป็นค่าบริการที่ร้านค้าต้องจ่ายทุกครั้งที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตชำระเงิน ในอัตราที่สูงเกินความเป็นธรรม
นอกจากนี้ ข้อตกลงยอมความยังเปิดทางให้ร้านค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับบัตรประเภทใดบ้าง แทนที่จะถูกบังคับให้รับบัตรทุกประเภทของเครือข่ายเดียวกันเหมือนที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ร้านค้าอาจเลือกไม่รับบัตรเครดิตระดับพรีเมียมที่ให้คะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์สูง ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัตรทั่วไป
ข้อมูลจากกลุ่ม Merchants Payments Coalition ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกและธุรกิจ 12 ล้านรายทั่วประเทศ ระบุว่า ในปี 2025 ร้านค้าทั่วสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรูดบัตรให้วีซ่าและมาสเตอร์การ์ดรวมกันถึง 118,800 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ย 2.36 เปอร์เซ็นต์ ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตร
แม้กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่บางแห่งยังมองว่าข้อตกลงลดค่าธรรมเนียมรูดบัตรดังกล่าว ยังไม่เพียงพอ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ที่ร่วมวิเคราะห์คดีประเมินว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยให้ร้านค้าประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 และอาจช่วยลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว
แม้จะได้รับอนุญาตเบื้องต้นจากศาลแล้ว แต่ข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาขั้นสุดท้าย หลังฟังความเห็นเพิ่มเติมของกลุ่มธุรกิจซึ่งประกาศว่าจะยื่นคัดค้าน โดยคาดว่าการพิจารณาขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นภายในปีนี้.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส