นักท่องเที่ยวต่างชาติหด ส่งผลกระทบแรงกับแอลเอ
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : นโยบาย “อเมริกันเฟิร์ส” แบบชัดเจน ทำให้ต่างชาติจำนวนมากรู้สึกไม่เวลคัม และหลายประเทศออกประกาศแนะนำประชาชนให้เลี่ยง หรือระวังการเดินทางมาอเมริกา รวมถึงแคนาดาที่กำลังเคืองจัด หลังทรัมป์บอกจะรวบมาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา
เดวิด ลาซารัส ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจของ เคทีแอลเอ รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2025 ถึงนโยบายบริหารประเทศแบบ “อเมริกันเฟิร์ส” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลังทำให้เกิดบรรยากาศแบบ “unwelcoming” ในหมู่ชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจในอเมริกา ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลง กำลังจะส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบรุนแรง
ในส่วนของลอส แอนเจลิส ซึ่งเพิ่งเพิ่งประสบวิกฤตไฟป่าครั้งประวัติศาตร์เมื่อเดือนมกราคม นั้น เดวิด ลาซารัส บอกว่าจะได้รับผลกระทบจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจของแอลเอ ผูกพันกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแน่นแฟ้น
โดยข้อมูลปี 2022 (ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเก็บข้อมูล) บอกว่าแอลเอ มีเงินหมุนเวียนจากการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวประมาณ 34 พันล้านดอลลาร์ และสนับสนุนงานในแอลเอ มากกว่าห้าแสนตำแหน่ง
เฉพาะนักท่องเที่ยวจากแคนาดา ใช้จ่ายเงินระหว่างเยือนแอลเอ ในปีดังกล่าวมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์
โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศแคนาดา ได้ประกาศเตือนประชาชนที่มีแผนจะเดินทางมาสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยบอกว่าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ที่จะถึงนี้ ชาวแคนาดาที่จะอยู่ในสหรัฐฯ นานกว่า 30 วัน จะต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่รัฐ มิฉะนั้นจะได้รับบทลงโทษ เช่นต้องจ่ายค่าปรับ หรือถูกดำเนินคดีได้
ข่าวบอกว่า การบังคับใช้มาตรการกับชาวแคนาดาที่เคยได้รับการยกเว้นมาตลอดนี้ เป็นไปตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อ “คุ้มครองชาวอเมริกันจากการรุกราน” ซึ่งจะมีผลกระทบกับชาวแคนาดาจำนวนมากที่นิยม “หนีหนาว” เข้ามาพำนักในรัฐที่สภาพอากาศอบอุ่นของอเมริกา ตลอดช่วงหน้าหนาว
เดวิด ลาซารัส บอกด้วยว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลงในช่วงที่ลอส แอนเจลิส กำลังเผชิญปัญหางบประมาณ (2025-26) ขาดดุลถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ Tourism Economics ซึ่งเป็นองค์กรข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เคยวิเคราะห์ว่าอุตสากรรมท่องเที่ยวของอเมริกาจะเป็นบวกถึง 9% ในปี 2025 แต่ล่าสุด ได้เปลี่ยนเป็นติดลบ 5% ซึ่งเทียบเป็นจำนวนเงินที่หดหายไปประมาณ 18 พันล้านดอลลาร์.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส