ข่าวคนไทยในอเมริกา
บทความ: “จาตุรันต์ ศิริพงษ์” คนไทยคนแรกที่ถูกประหารชีวิตในอเมริกา


จาตุรันต์ ศิริพงษ์ และบาดแผลที่มือในวันถูกจับกุมตัว เดือนธันวาคม 1981







กลอนที่จาตุรันต์เขียนเพื่อขอบคุณทนายความ ไมเคิล เอ ครอลล์ ก่อนวันประหารประมาณหนึ่งสัปดาห์




“จาตุรันต์ ศิริพงษ์” ได้รับการจารึกว่าเป็นคนไทยคนแรกที่ถูกประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกา จากความผิดข้อหาฆาตกรรมระดับหนึ่ง 2 กระทง เขาถูกประหารโดยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดที่แดนประหารในเรือนจำซานเควนติน ตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1999

โดย : ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส 

เป็นนักโทษประหารคนที่สี่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในจำนวนนักโทษที่ถูกประหารทั้งหมด 13 คน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และในประเทศไทยที่รัฐบาลขณะนั้นพยายามสุดความสามารถในการขอยื้อชีวิตคนไทยคนนี้

และเมื่อทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส ค้นข้อมูลเพื่อเขียนบทความชิ้นนี้ เราก็พบอีกหนึ่งประเด็นที่ยังอ้อยอิ่งอยู่จนถึงขณะนี้ คือกระบวนการยุติธรรมในคดีที่ผู้ต้องหาเป็น “ชนกลุ่มน้อย” นั้น เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองอย่างแคลงใจจนถึงวันนี้

จาตุรันต์ หรือ “เจย์” เกิดในประเทศไทยเมื่อปี 1951 โดยข้อมูลที่ถูกนำเสนอต่อศาลระบุว่าเขาเติบโตมาในสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ช่วงหนึ่งของชีวิตต้องอยู่ในชุมชนที่ขาดทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า และเผชิญความไม่มั่นคงในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก 

ช่วงวัยหนุ่ม ขณะอายุประมาณ 20 ปี จาตุรันต์เคยติดคุกจากคดีปล้นห้างสรรพสินค้าในไทยและถูกยิงบาดเจ็บที่ศีรษะ แต่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเพราะประพฤติดี จากนั้นได้บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนสมัครทำงานเป็นพ่อครัวบนเรือสินค้า ซึ่งได้รับการทาบทามเข้าร่วมงานกับกลุ่มผู้ลักลอบขนยาเสพติด แต่เขากลับนำข้อมูลแจ้งตำรวจ ซึ่งเอกสารประกอบคดีระบุว่าทำให้เขาได้รับเงินก้อนหนึ่งสำหรับเดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา

จาตุรันต์เดินทางมาแคลิฟอร์เนียในราวปี 1981 ทำงานเป็นช่างเจียรเลนส์แว่นตา และงานพาร์ทไทมส์ที่ตลาดแพนไท (Pantai Market) ในเมืองการ์เดนโกรฟ ออเรนจ์ เคาน์ตี ซึ่งเป็นร้านขายของชำและสินค้าต่างๆ จากเอเชีย 

บ่ายวันที่ 15 ธันวาคม 1981 สุรชัย วัฒนาพร เจ้าของตลาดแพนไทย พบร่างของภรรยา ภควรรณ “แพท” วัฒนาพร อายุ 36 ปี และพนักงานเชื้อสายเวียดนามชื่อ กว๊าก เหงียน (Quach Nguyen) อายุ 52 ปี เสียชีวิตอยู่ในห้องเก็บของหลังร้าน 

ผลการชันสูตรชี้ว่า เจ้าของร้านผู้หญิงเสียชีวิตจากการถูกรัดคอ ส่วนเหงียนถูกแทงหลายครั้งบริเวณศีรษะและลำคอ มีบาดแผลที่มือและแขน ซึ่งถูกตีความว่าเป็นร่องรอยการต่อสู้ขัดขืน ในร้านพบคราบเลือดหลายจุด และทรัพย์สินรวมถึงเครื่องประดับจำนวนหนึ่งหายไป 

สองวันต่อมา ตำรวจจับกุมจาตุรันต์ ศิริพงษ์ ขณะพยายามใช้บัตรเครดิตของผู้เสียชีวิตซื้อโทรทัศน์ในห้างแห่งหนึ่ง เมื่อตรวจค้นรถและที่พัก ตำรวจพบเครื่องประดับของผู้เสียชีวิต ใบเสร็จซื้อสินค้าในนามผู้เสียชีวิต และสิ่งของอีกหลายรายการที่อัยการใช้เป็นหลักฐานมัดตัวเขาในคดีฆาตกรรม 

ตำรวจยังพบเสื้อผ้าเปื้อนเลือด เชือก และมีดทำครัวที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีในถังขยะใกล้บ้านแฟนสาวของจาตุรันต์ รวมทั้งพบรอยเลือดในรถ และบาดแผลหลายแห่งบนมือของเขาในวันที่ถูกจับกุมด้วย

อย่างไรก็ตาม จาตุรันต์ไม่เคยยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าเหยื่อทั้งสองคน เพียงรับว่ามีส่วนร่วมกับการปล้นครั้งนี้เท่านั้น แต่การไม่ยอมเปิดเผยชื่อของบุคคลดังกล่าว ทำให้ฝ่ายอัยการมองว่าเป็นเพียงข้อแก้ตัวของเขาเท่านั้น

ซึ่งประเด็นนี้ ต่อมากลายเป็นหนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญของกลุ่มที่พยายามช่วยจาตุรันต์ให้พ้นจากโทษประหาร เพราะมีการมองว่าคดีไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน

คณะลูกขุนในออเรนจ์ เคาน์ตี ตัดสินว่าผู้ต้องหาชาวไทยมีความผิดจริง ทั้งข้อหาปล้น ลักทรัพย์ และฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 2 กระทง ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาประหารชีวิต เมื่อวันที่ 22 เมษายน 1983

นับจากถูกพิพากษาประหารชีวิตในปี 1983 จนถึงวันที่เขาถูกประหาร ซึ่งกินเวลานานกว่า 16 ปีในเรือนจำซานเควนติน ซึ่งเป็นแดนประหารของรัฐแคลิฟอร์เนีย จาตุรันต์ ศิริพงษ์ ไม่เคยเปลี่ยนคำให้การในประเด็นสำคัญที่สุดเลย

เขายืนยันตลอดเวลาทำผิดเพียงแค่มีส่วนร่วมในการปล้นร้านเท่านั้น โดยผู้ร่วมก่อเหตุอีกคนเป็นผู้ลงมือ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อบุคคลดังกล่าว

ในช่วงของกระบวนการอุทธรณ์ ทนายของจาตุรันต์พยายามหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้ โดยระบุว่าคดีมีข้อสงสัยหลายจุดที่อาจบ่งชี้ว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และพยายามสู้ว่าทนายของจาตุรันต์ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เพียงพอ 

เอกสารของคดีในศาลอุทธรณ์ ระบุว่ามีหลักฐานบางส่วนที่ฝ่ายจำเลยมองว่าน่าตั้งคำถาม เช่น เส้นผมบางส่วนที่ไม่ใช่ทั้งของเหยื่อและของจาตุรันต์ รอยรองเท้าหลายแบบในที่เกิดเหตุ รวมถึงรอยเลือดบางส่วนที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของใคร 

นอกจากนี้ ยังมีการชี้ว่า “คนใกล้ชิด” บางคนของจาตุรันต์ในเวลานั้นให้ข้อมูลไม่ตรงกันเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุ อีกทั้งมีจดหมายฉบับหนึ่งที่พบในที่เกิดเหตุ เชื่อมโยงไปถึงคนรู้จักของจาตุรันต์ แต่ไม่มีใครถูกสอบปากคำหรือถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติม 

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงอย่างหนักขณะอุทธรณ์คดี คือประสิทธิภาพของทนายจำเลยในศาลชั้นต้น ที่ไม่ได้เรียกพยานจำเลยขึ้นให้การในช่วงพิจารณาคดี และแทบไม่ได้สืบค้นประวัติชีวิตของจาตุรันต์ หรือสร้างข้อโต้แย้งเรื่องผู้ร่วมก่อเหตุอย่างจริงจัง 

เอกสารที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสหรัฐฯ บอกว่า ทนายคนดังกล่าว นอกจากไม่เคยทำคดีโทษประหารมาก่อนแล้ว ยังอยู่ระหว่างลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย (California Superior Court judge) ด้วย จึงมีข้อสงสัยว่าเขาอาจไม่ได้ทุ่มเทเวลาและทรัพยากรให้การต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ก่อนที่ในปี 1994 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะเปิดทางให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า จาตุรันต์อาจได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากทนายความอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

แต่ท้ายที่สุด ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น...

ในช่วงเวลากว่า 16 ปีที่ จาตุรันต์ รอรับโทษประหารชีวิตนั้น หลายฝ่ายที่ไม่เชื่อระบบลงทัณฑ์แบบ “ตายตกตามกัน” พยายามเคลื่อนไหวเพื่อให้เขาได้ลดหย่อนโทษเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิตแทน โดยได้ยกประเด็นความประพฤติในเรือนจำ ที่ชี้ว่าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก โดยเหล่าเจ้าหน้าที่ในเรือนจำหลายคนให้คำรับรองว่าเขาเป็นนักโทษชั้นดี ให้ความร่วมมือ ไม่เคยสร้างปัญหา ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งยังเป็นศิลปินที่มีผลงานจำนวนมาก ถึงขั้นนำไปจัดแสดงที่เมืองโอ๊กแลนด์ เพื่อหาแนวร่วมต่อต้านโทษประหารครั้งนี้ด้วย

อดีตผู้คุมเรือนจำซานเควนติน ชื่อแดเนียล วาสเกซ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นเพชรฆาตในสมัยที่ยังใช้สารซายาไนด์ เป็นหนึ่งในกำลังหลักของกลุ่มเรียกร้องให้ลดโทษของจาตุรันต์ โดยบอกว่าหากสังคมให้คุณค่ากับการกลับตัวของนักโทษ ก็ควรแสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นมีความหมายจริง 

เรื่องที่สร้างความสนใจมากที่สุด คือ สุรชัย วัฒนาพร สามีผู้เสียชีวิต ได้ร่วมสนับสนุนให้ละเว้นโทษประหารกับจาตุรันต์ด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นชาวพุทธที่ไม่เชื่อเรื่องการแก้แค้น และต้องการให้จาตุรันต์ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำตลอดชีวิตมากกว่า 

กระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ยังทรงเข้ามามีบทบาทในช่วงชั่วโมงสุดท้ายก่อนการประหาร โดยทรงให้เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำสหรัฐฯ (the Apostolic Nuncio of the Vatican to the United States) ส่งหนังสือถึงเกรย์ เดวิส ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ขอให้แสดง “การกระทำแห่งความเมตตา” ด้วย

นอกจากนี้  รัฐบาลไทยในสมัยของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ก็มีส่วนร่วมในการเรียกร้องให้ลดหย่อนโทษประหารครั้งนี้ โดยนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย และ ฯพณฯ นิตย์ พิบูลสงคราม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ได้ร่วมร้องขอให้มีการลดโทษด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมถึง เกรย์ เดวิส ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย, แมดเดอลีน ออลไบรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และถึงประธานาธิบดีบิล คลินตัน ด้วย 

แต่คำร้องของรัฐบาลไทยถูกผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัดตกในเวลาต่อมา ด้วยข้ออ้างว่าบทโทษประหารชีวิต เป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ และว่าไทยเองก็ยังใช้โทษประหารชีวิต อีกทั้งเป็นการลงโทษด้วยวิธี “ยิงเป้า” ซึ่งดูเหมือนจะโหดร้ายกว่ากระบวนการฉีดสารพิษของแคลิฟอร์เนียหลายเท่า

“ความรุนแรงของคดี และกระบวนการพิจารณาที่ดำเนินมายาวนาน ทำให้ไม่สามารถให้เปลี่ยนคำตัดสินได้” เกรย์ เดวิด ประกาศ และชี้ว่าความประพฤติดีในเรือนจำ ไม่สามารถนำชีวิตของเหยื่อทั้งสองกลับคืนมาได้ 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงกำหนดประหารในเดือนพฤศจิกายน 1998 เพียง “ไม่กี่ชั่วโมง” ศาลสูงสหรัฐฯ ได้รับพิจารณาคำร้องขอลดโทษของกลุ่มต่อต้านโทษประหารอีกครั้ง ทำให้กำหนดประหารถูกเลื่อนออกไปเพื่อเปิดรับพิจารณาคำร้อง 

แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ศาลสูงสหรัฐฯ ก็ประกาศยืนยันคำตัดสินของศาลชั้นต้นอีกครั้ง... โดยกำหนดวันประหารชีวิต จาตุรันต์ ศิริพงษ์ ในเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1999

จาตุรันต์ ศิริพงษ์ ในวัย 43 ปี เดินอย่างสงบเข้าสู่ห้องประหารของเรือนจำซานเควนตินในฐานะนักโทษประหารคนแรกของไทยในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ หลังใช้เวลาในแดนประหารมานานกว่า 16 ปี 

ถึงจะยังยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่า แต่จาตุรันต์บอกกับทนายความว่าเขายินดีรับผิดชอบต่อการมีส่วนร่วมในเหตุร้ายครั้งนั้น และขอชดใช้ความผิด ทั้งต่อสิ่งที่ทำ และต่อความอับอายที่นำมาสู่ครอบครัวและบรรพบุรุษ  

ในช่วงสุดท้ายก่อนถูกนำตัวไปที่ห้องประหาร จาตุรันต์อยู่ในห้องขังกับ “ที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ” (ซึ่งทีมข่าวฯ ไม่มีข้อมูลว่าเป็นพระสงฆ์หรือไม่) และเลือกอาหารมื้อสุดท้าย คือชาเย็นกับพีชกระป๋อง

ไมเคิล เอ ครอลล์ อดีตทนายความและนักเคลื่อนไหวคัดค้านโทษประหารที่เคยทำงานในทีมกฎหมายของ จาตุรันต์ ศิริพงษ์ เป็นหนึ่งในคนที่อยู่กับเขาในช่วง “ไม่กี่นาทีสุดท้าย” ของชีวิต

ครอลล์ เขียนบทความ “จาตุรันต์ นักบวชบนแดนประหาร (Jaturun, The Death Row Monk) เผยแพร่บนเว็บไซต์ medium.com เมื่อปลายปี 2024 เล่าถึงบรรยากาศตอนนั้นว่าเหมือน “งานศพที่เจ้าภาพยังมีชีวิต” 

ครอลล์ ได้ทำงานช่วยเหลือจาตุรันต์หลายปี เป็นคนที่เดินหาไปหาข้อมูลที่กรุงเทพฯ สัมภาษณ์ญาติพี่น้อง ค้นเอกสารในหอสมุดแห่งชาติ พยายามรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อให้การยื่นเรื่องลดหย่อนโทษสมบูรณ์ที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

เขาบอกว่าในช่วงสุดท้ายนั้น จาตุรันต์ไม่ได้ร้องไห้ ไม่โกรธ แต่สงบมาก

พร้อมกันนั้น จาตุรันต์ยื่นบทกลอนแสดงความขอบคุณ ที่เขียนให้ครอลล์ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1999 และบอกว่า “คืนนี้ มีแค่ร่างกายของผมที่จะตาย วิญญาณของผมจะกลับมาในรูปแบบอื่น มองหาผมในสวนของคุณ ผมจะกลับมาเป็นผีเสื้อ”

เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่มาพาตัวจาตุรันต์เข้าสู่ห้องประหาร ซึ่งเป็นห้องกระจกที่ด้านนอกเรียงรายด้วยที่นั่งพยาน ในห้องเป็นเตียงมีสายรัด รอการฉีดยาพิษ ซึ่งเป็นวิธีที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐอื่นๆ ที่ยังมีโทษประหารใช้

ยาพิษดังกล่าว เป็นการฉีดยา 3 ชนิดต่อเนื่องกัน ได้แก่ “โซเดียม เพนโททอล” ทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว “แพนคูโรเนียม โบรไมด์” ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายรวมถึงระบบหายใจหยุดทำงาน และ  “โพแทสเซียม คลอไรด์” ซึ่งรบกวนระบบไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการประหารชีวิตแบบมีเมตตาธรรมที่สุดแล้ว

แพทย์เรือนจำ ซึ่งเป็นผู้ให้สารทั้งสามชนิดกับจาตุรันต์ ประกาศการเสียชีวิตประมาณ 15 นาทีหลังฉีดยา 

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกพูดถึงมาก คือระยะเวลา 15 นาทีก่อนจาตุรันต์จะเสียชีวิต เพราะนักโทษประหารสามคนก่อนหน้านั้น เสียชีวิตภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีเท่านั้น อีกทั้งมีคำให้การจากพยานบางคนว่าเห็นร่างนักโทษกระตุกหลายครั้ง และมีช่วงหนึ่งที่หน้าอกยกขึ้นคล้ายพยายามหายใจ ก่อนลมหายใจจะค่อยๆ แผ่วลงจนหยุดนิ่ง 

รายละเอียดดังกล่าว กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงในเวลาต่อมาเกี่ยวกับวิธีประหารด้วยการฉีดยาพิษ ที่ผู้ถูกประหารยังอาจรับรู้ความเจ็บปวด จนหลายรัฐต้องปรับวิธีหรือเปลี่ยนสูตรยา รวมถึงมีส่วนทำให้แคลิฟอร์เนีย ต้อง “ระงับ” โทษประหารชีวิตไป

แคลิฟอร์เนียรื้อฟื้นโทษประหารขึ้นใหม่ในปี 1978  และมีการประหารชีวิตนักโทษทั้งหมด 13 คน ทั้งหมดเป็นนักโทษคดีร้ายแรง รวมถึงฆาตกรลูกโซ่เจ้าของฉายา “the Freeway Killer” ด้วย โดยนักโทษประหารคนสุดท้ายของแคลิฟอร์เนีย คือ แคลเรนซ์ เรย์ แอลเลน ถูกประหารเมื่อปี 2006

เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามคำสั่งบริหารระงับการประหารชีวิตเมื่อเดือนมีนาคม 2019 ส่งผลให้แม้รัฐไม่สามารถประหารชีวิตนักโทษรอประหารที่มีอยู่ประมาณ 580 คนได้ จนกว่าคำสั่งบริหารดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลง

แต่หลายรัฐยังคงบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างเคร่งครัด เฉพาะปี 2026 (ถึงเดือนพฤษภาคม) มีนักโทษถูกประหารชีวิตในอเมริกาไปแล้ว 14 คน โดยรัฐฟลอริด้า มีนักโทษประหารมากสุดถึง 7 คน ตามมาด้วยเท็กซัส 3 คน และเซาท์คาโรไลน่า 2 คน

ทีมข่าวสยามทาวน์ยูเอส รวบรวมข้อมูลของ จาตุรันต์ ศิริพงษ์ “คนไทยคนแรกที่ต้องโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ประวัติศาสตร์ของคนไทยในอเมริกา” มาบันทึกเอาไว้ ณ ที่นี่ โดยมิได้มีเจตนารื้อฟื้นเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดให้กับครอบครัวของเหยื่อ หรือผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีตครั้งนี้แต่อย่างใด

หวังว่า นอกจากจะเป็นคนไทยคนแรกแล้ว “จาตุรันต์ ศิริพงษ์” จะเป็นคนไทยคนสุดท้ายที่กลายเป็นนักโทษประหารในแผ่นดินอเมริกาด้วย…

ขอบคุณข้อมูลจาก:  Wikipedia, CDCR California, เอกสารศาล, LA Times, SF Gate Murderpedia, Find a Grave และ medium.com

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
26-05-2026 บทความ: “จาตุรันต์ ศิริพงษ์” คนไทยคนแรกที่ถูกประหารชีวิตในอเมริกา (0/16)   
26-05-2026 ไทยได้ใบเขียว 1,470 คน ก่อน “ทรัมป์” รับตำแหน่ง (0/6)   
25-05-2026 “ลาเบรีย ทาร์ พิตส์” เตรียมปิดปรับปรุงสองปี (0/44) 
25-05-2026 โครงการ “รถบัสเที่ยวทะเล” กลับมาแล้ว! (0/32) 
23-05-2026 อนาถ! ทรัมป์ลบข้อมูล “จลาจล 6 มกรา” อ้างเป็นโฆษณาชวนเชื่อ (0/64) 

แสดงความคิดเห็น

Name :

Detail :




ฉบับที่
643
siamtownus newspaper








Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข