เตือนอันตราย! 5 เรื่องที่ไม่ควรบอกแชตจีพีที
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : ผู้เชี่ยวชาญเตือน! ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสุขภาพ รายละเอียดชีวิตส่วนตัว ข้อมูลการเงิน และความลับจากที่ทำงานให้แชตบอตเอไอ รับรู้
เว็บไซต์ฮัฟฟ์โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2025 ว่า การใช้แชตบอตปัญญาประดิษฐ์ เช่น แชตจีพีที เจมินี โคไพลอต และโคลด ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก อาจส่งผลเสียให้กับผู้ใช้ได้อย่างคิดไม่ถึง
ข่าวอ้างผลสำรวจของศูนย์ Imagining the Digital Future แห่งมหาวิทยาลัยอีลอน พบว่าชาวอเมริกันราว 50 เปอร์เซ็นต์ ใช้เทคโนโลยีประเภทนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แชตบอตจะมีประโยชน์ในการช่วยร่างอีเมล หรือช่วยคิดคำถามเพื่อไปพบแพทย์ แต่ผู้ใช้ควรระวังข้อมูลที่ป้อนเข้าไป
ผลการศึกษาของสถาบันปัญญาประดิษฐ์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (HAI) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้จากการวิเคราะห์นโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้พัฒนาแชตบอตรายใหญ่ 6 ราย ได้แก่ โอเพนเอไอ เจ้าของแชตจีพีที, กูเกิล เจ้าของเจมินี, แอนโทรปิก เจ้าของโคลด, อเมซอน เจ้าของโนวา, เมตา เจ้าของเมตาเอไอ และไมโครซอฟท์ เจ้าของโคไพลอต พบว่าทุกรายมีแนวโน้มใช้บทสนทนาของลูกค้าเพื่อฝึกและพัฒนาโมเดลโดยอัตโนมัติ และบางรายอาจเก็บข้อมูลไว้อย่างไม่มีกำหนด
“ผู้คนมักประเมินต่ำเกินไปว่าข้อมูลที่แบ่งปันกับแชตบอตอาจถูกจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำกลับมาใช้ได้มากเพียงใด โดยข้อความของผู้ใช้อาจถูกนำไปใช้ฝึกหรือปรับแต่งโมเดล ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม” ผลศึกษาของสแตนฟอร์ดระบุ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีข้อมูล 5 ประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงการส่งให้แชตบอตเอไอ ได้แก่
1. ข้อมูลระบุตัวตนส่วนบุคคล: เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขประกันสังคม หมายเลขหนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การหลอกลวงแบบฟิชชิง หรือการนำข้อมูลไปซื้อขายต่อ
ผู้ใช้ควรตรวจเอกสารก่อนอัปโหลดด้วย เช่น หากใช้แชตจีพีทีช่วยปรับเรซูเม่ ควรลบชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลระบุตัวตนอื่นๆ ออกก่อน
2. รายละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว: ผู้คนอาจรู้สึกสบายใจที่จะเล่าเรื่องความคิด พฤติกรรม สภาพจิตใจ หรือความสัมพันธ์กับแชตบอต เพราะการโต้ตอบดูคล้ายการพูดคุยกับมนุษย์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจสร้างความรู้สึกปลอดภัยเกินจริง
นอกจากนี้ รายละเอียดที่ผู้ใช้เปิดเผยในการสนทนากับเอไอ อาจไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาลได้
3. ข้อมูลสุขภาพ (medical records) : แม้คนจำนวนมากใช้แชตบอตค้นหาข้อมูลสุขภาพหรือขอคำแนะนำ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแชตบอตทั่วไปไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพของสหรัฐฯ (Health Insurance Portability and Accountability Act) เช่นเดียวกับแพทย์และสถานพยาบาลต่างๆ
หากจำเป็นต้องถามเรื่องสุขภาพ ควรลบชื่อ วันเกิด หมายเลขผู้ป่วย ที่อยู่ หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้ออกก่อน และไม่ควรอัปโหลดเวชระเบียน
4. ข้อมูลลับของที่ทำงาน : ไม่ควรป้อนรายงานภายในบริษัท ข้อมูลลูกค้า ซอร์สโค้ด แผนธุรกิจ หรือข้อมูลที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงไม่เปิดเผย (non-disclosure agreement) เพราะอาจถูกบันทึกหรือนำไปใช้เพื่อพัฒนาโมเดล ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสัญญา หรือผิดกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล
5. ข้อมูลการเงิน : เอกสารเงินเดือน ข้อมูลบัญชีธนาคาร บัญชีลงทุน หมายเลขบัตรเครดิต แบบแสดงรายการภาษี และเอกสารรายได้อื่นๆ ไม่ควรถูกส่งให้แชตบอต เพราะหากข้อมูลรั่วไหล อาจถูกนำไปใช้ฉ้อโกง ข่มขู่ หรือสร้างการหลอกลวงที่เจาะจงผู้ใช้และครอบครัวได้
ผู้เชี่ยวชาญแนะด้วยว่า หากเคยส่งข้อมูลเหล่านี้ให้แชตบอต ควรลบประวัติการสนทนาเพื่อลดความเสี่ยงหากบัญชีถูกเจาะ แม้อาจไม่สามารถนำข้อมูลกลับคืนได้ทั้งหมด หากข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลไปแล้ว
ผู้ใช้ควรปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ปิดการบันทึกประวัติการสนทนา หรือเลือกไม่อนุญาตให้นำบทสนทนาไปใช้ฝึกโมเดล หากแพลตฟอร์มนั้นมีตัวเลือกดังกล่าว แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่อาจกำจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ใช้ชื่อสมมติและคำอธิบายกว้างๆ แทนรายละเอียดจริง เช่น ใช้คำว่า “ลูกค้าในธุรกิจสุขภาพ” แทนการระบุชื่อผู้ป่วยหรือชื่อโรงพยาบาล เพื่อให้ยังได้คำตอบที่ต้องการโดยไม่เปิดเผยข้อมูลมากเกินไป.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส