ด่วน! ยื่นขอ “กรีนการ์ด” อาจต้องกลับประเทศ
แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : รัฐบาลทรัมป์ประกาศนโยบายใหม่ จำกัดการขอกรีนการ์ดจากภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้อพยพส่วนใหญ่ต้อง “กลับประเทศ” เพื่อยื่นคำร้องที่บ้านเกิด
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 สำนักงานบริการด้านสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (USCIS) เผยแพร่ บันทึกนโยบายหมายเลข PM-602-0199 ซึ่งถือเป็นการ “ตีความ” กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในแนวทางเข้มงวดมากขึ้น โดยบอกชัดว่า การปรับสถานะเป็นผู้พำนักถาวร หรือ Adjustment of Status (AOS) นั้นไม่ใช่สิทธิที่ผู้ยื่นจะได้รับโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเรื่องของดุลยพินิจและความผ่อนผันทางปกครอง
แนวทางดังกล่าวหมายถึงผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าทำงานชั่วคราว วีซ่าแลกเปลี่ยน วีซ่าฝึกงาน วีซ่าธุรกิจ วีซ่าคู่หมั้น และวีซ่าชั่วคราวประเภทอื่น อาจไม่สามารถยื่นคำร้องขอกรีนการ์ด จากภายในประเทศได้ แต่ต้องกลับไปดำเนินการผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ ในประเทศต้นทาง (Consular Processing)
โฆษกของ USCIS ระบุว่า “นับจากนี้ ผู้ที่อยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราวและต้องการกรีนการ์ด จะต้องกลับประเทศต้นทางเพื่อยื่นคำขอ ยกเว้นในสถานการณ์พิเศษ” โดยให้เหตุผลว่า แนวทางดังกล่าวจะลดภาระการติดตามผู้ที่ถูกปฏิเสธสถานะ แต่ยังคงอยู่ในประเทศต่อโดยผิดกฎหมาย
รัฐบาลยังให้เหตุผลด้วยว่า ผู้ที่เข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าทำงานชั่วคราว ฯลฯ ถือว่าได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และจำกัดระยะเวลา ดังนั้นจึงไม่ควรใช้วีซ่าชั่วคราวเป็นจุดเริ่มต้นของการขอกรีนการ์ด
อย่างไรก็ตาม บันทึกของ USCIS บอกด้วยว่าอาจมีข้อยกเว้นสำหรับบางกลุ่มให้ยื่นขอใบเขียวจากภายในสหรัฐฯ เช่น ผู้ถือวีซ่าแบบชั่วคราวและถาวรพร้อมกัน (Dual Intent Visa เช่นวีซ่า H-1B และ L-1) ผู้ลี้ภัย และผู้ได้รับสถานะลี้ภัย แต่ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดการบังคับใช้อย่างครบถ้วน
บันทึกของ USCIS ยังระบุด้วยว่า การได้รับกรีนการ์ดโดยไม่ต้องออกนอกประเทศ ถือเป็น “การให้สิทธิพิเศษเป็นกรณีพิเศษ” ที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจอนุมัติหรือปฏิเสธได้ แม้ผู้ยื่นจะมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายก็ตาม
บันทึกฉบับล่าสุดของ USCIS ยังระบุด้วยว่า ในกรณีที่ผู้ยื่นได้รับ “สิทธิพิเศษ” ให้ดำเนินการปรับสถานะขณะอยู่ในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติมอย่างเข้มงวด เช่น การละเมิดเงื่อนไขวีซ่า การอยู่เกินกำหนด การทำงานโดยไม่มีสิทธิ การให้ข้อมูลเท็จ ความประพฤติ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และประโยชน์ต่อประเทศ ดังนั้นจึงควรใช้สิทธิพิเศษนี้ด้วยความระมัดระวัง
บันทึกฉบับนี้บอกด้วยว่า ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใช้นโยบายใหม่ทันที (effective immediately) นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2026 โดยให้ใช้กับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา (pending applications) ด้วย
ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีผู้ยื่นขอกรีนการ์ดประมาณ 1 ล้านคน โดยราวครึ่งหนึ่งยื่นคำขอจากภายในประเทศ ดังนั้น มาตรการใหม่ของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ จึงส่งผลกระทบต่อผู้ยื่นจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่ขอกรีนการ์ดผ่านคู่สมรสชาวอเมริกันหรือผ่านนายจ้างด้วย
ทั้งนี้ การเดินทางกลับประเทศเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนสถานะผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้อพยพจำนวนมาก เพราะอาจทำให้เกิดความล่าช้า บางกรณีอาจต้องรอนานนับปี เกิดค่าใช้จ่าย และเสี่ยงต่อการแยกจากครอบครัว หรือผลกระทบกับการทำงาน และในกรณีที่มีปัญหา เช่นเคยอยู่เกินกำหนด หรือปัญหาอื่นๆ อาจถูกปฏิเสธ และอาจไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสหรัฐฯ ได้.
การปรับนโยบายของ USCIS ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “แอนตีอิมมิแกรนท์” ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยทำให้การได้รับสถานะผู้พำนักถาวรยากขึ้น โดยผลักดันให้ผู้อพยพจำนวนมาก ต้องกลับไปดำเนินกระบวนการผ่านสถานกงสุลสหรัฐฯ ในประเทศต้นทางแทน.
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส